This is featured post 1 title
Replace these every slider sentences with your featured post descriptions.Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these with your own descriptions.This theme is Bloggerized by Lasantha - Premiumbloggertemplates.com.
This is featured post 2 title
Replace these every slider sentences with your featured post descriptions.Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these with your own descriptions.This theme is Bloggerized by Lasantha - Premiumbloggertemplates.com.
This is featured post 3 title
Replace these every slider sentences with your featured post descriptions.Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these with your own descriptions.This theme is Bloggerized by Lasantha - Premiumbloggertemplates.com.
14:00
Jumper
วิธีรับมือเด็กสมาธิสั้นและซนผิดปกติ
เกิดจากการทำงาน ที่ไม่ปกติของระบบประสาทชีววิทยาภายในร่างกาย อันได้แก่ สมองส่วนหน้า (Frontal Lobe of Cerebral Hemisphere) ทำงานน้อยกว่าปกติ ซึ่งสมองส่วนนี้เป็นสมองส่วนที่ควบคุมความคิด สมาธิการจัดระเบียบและการทำกิจกรรมส่วนความผิดปกติอีกประการหนึ่งคือการเกิด ปัญหา
ของการหลั่งสารเคมีในสมองที่เรียกว่า Dopamine และ Norepinephrineซึ่งเป็นสารเคมีในสมองที่ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหว ไม่สามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติส่งผลให้แสดงพฤติกรรมที่ผิดปกติไม่สามารถหยุดการกระทำได้ นอกจากนี้การเป็นโรคภูมิแพ้การที่สมองของเด็กได้รับ ความกระทบกระเทือนระหว่างการคลอดหรือได้รับการติดเชื้อหลังคลอด และการที่เด็กได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายต่างๆเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค สมาธิสั้น พ่อแม่บางคนที่มีลูกสมาธิสั้นฃมักจะโทษตัวเองว่าเป็นเพราะตนเองเลี้ยงลูกไม่ ดี ซึ่งขออธิบายว่าการเลี้ยงดูไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กเกิดโรคสมาธิสั้น แต่การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ถูกต้อง สามารถส่งผลให้เด็กที่มีอาการสมาธิสั้นอยู่แล้วมีอาการมากขึ้นซึ่งในทางตรงกันข้าม การดูแลที่ดีกลับจะช่วยให้เด็กสมาธิสั้นมีอาการดีขึ้นได้
ข้อควรปฏิบัติสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง
1. หลีกเลี่ยงคำสั่งการใช้คำ “ห้าม” “อย่า” หรือ “ไม่” ซ้ำและบ่อยเกินไป
2. แสดงความชื่นชมและยอมรับเมื่อเด็กกระทำดีเน้นในเรื่องความสำเร็จในการทำงาน เป็นการช่วยเสริมความภาคภูมิใจ
3.ปฏิบัติกับเด็กด้วยท่าทีสงบสื่อด้วยสายตาที่แสดงความชื่นชม หรือเอาจริงด้วยคำพูดสั้นๆชัดเจนด้วยเสียงปกติ
4.ในการมอบหมายงาน แต่ละครั้งควรให้ เด็กทำให้เสร็จ ทีละอย่าง ใช้การเคลื่อนไหวมาเป็นประโยชน์ให้เด็กเกิดความรู้สึกว่าเขาเป็นเด็กขยัน
5. ให้รางวัลเมื่อเด็ก มีสมาธิ และตั้งใจในการทำงานเช่น การระบายสี การอ่าน ช่วยงานบ้านฯลฯ
6. รักษาระเบียบภายในบ้านให้เด็กปฏิบัติโดยสม่ำเสมอเป็นกิจวัตร ตามตารางที่วางไว้ เช่น เวลาอาหาร เวลาการบ้าน เวลานอน ฯลฯ
7. หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในที่ชุมชนที่มีคนแออัด เช่น ห้างสรรพสินค้า ตลาด ร้านอาหาร หรือในสถานที่ที่เด็กจะถูกกระตุ้นได้ง่าย
8. หลีกเลี่ยงการพาไปในงานที่มีพิธีการหรือสถานที่ที่ต้องการความสงบ และความมีระเบียบเรียบร้อย
9. ของเล่นเด็กไม่ควรมีมากเกินไป ให้เล่นทีละอย่าง หลีกเลี่ยงการเล่นรุนแรง เล่นเสียงเอะอะ อึกทึก และฝึกให้เด็กรู้จักเก็บของเล่นทุกครั้ง
10.ไม่ควรปล่อยให้เด็กเล่นจนเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียเพราะจะทำให้เด็กมีอาการซุกซนเพิ่มมากขึ้น ทำให้ยากต่อการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม
11. หลีกเลี่ยงการยั่วยุ และเย้าแหย่ให้เด็กเกิดอารมณ์
12.หลีกเลี่ยงการลงโทษที่ใช้ความรุนแรง เช่น ตี ทำร้ายร่างกาย กักขังให้เกิดความกลัว แต่ควรใช้วิธีแยกเด็กให้อยู่ในที่สงบ
13.ไม่ควรกล่าวประณามเด็กในทางไม่ดีและควรป้องกันเด็กให้พ้นจากการไม่เป็นที่ยอมรับ ของบุคคลอื่น
14.จัดหาสถานที่ให้เด็กได้ออกกำลังกาย เพื่อระบายพลังที่เด็กมีอยู่ ไม่ควรกักขังให้อยู่ในที่จำกัด ควรเป็นสถานที่กลางแจ้งที่เด็กสามารถวิ่งกระโดด แต่ต้องระวังอันตรายด้วย
15.พ่อแม่ต้องตระหนักว่าเด็กมีความ บกพร่องภายในสมอง ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการเคลื่อนไหว ยังไม่มีวิธีที่จะหยุดความซนไม่อยู่นิ่งได้ แต่สามารถควบคุมให้มีพฤติกรรมในทางที่เหมาะสมได้
10:00
Jumper
วิธีการแก้ปัญหาการกินในเด็ก
ปัญหาการกิน ได้แก่ ปัญหาเด็กกินยาก ไม่ยอมกินข้าว เบื่ออาหาร กินช้า อมข้าว ฯลฯ เป็นปัญหาที่พบบ่อยในสังคมไทย อันเนื่องจากความไม่เข้าใจในพัฒนาการและธรรมชาติการกินของเด็ก การแก้ปัญหาอย่างไม่ถูกวิธีกลับเป็นปัจจัยที่ทำให้ปัญหารุนแรงมากยิ่งขึ้น จนเกิดปัญหาสัมพันธภาพระหว่างพ่อแม่และเด็ก หรือเกิดปัญหาพฤติกรรมอารมณ์อื่น ๆ ตามมาได้
ปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหา ปัจจัยทางตัวเด็ก
1.ความต้องการอาหารในแต่ละวัยจะแตกต่าง กันออกไปในวัยที่ร่างกายเจริญเติบโตเร็ว เด็กจะต้องการอาหารมาก หลังอายุ 1 ปี ร่างกายเจริญเติบโตช้าลง (ปกติอายุ 1-10 ปี) ประกอบกับเด็กเริ่มหัดเดินสนใจการกินอาหารน้อยลง ปัญหาการกินจึงมักเริ่มมากขึ้นหลังอายุ 1 ปี
2. เด็กที่มีโครงร่างเล็กจะต้องการอาหารน้อยกว่าเด็กที่มีโครงร่างใหญ่กว่า
3. เด็กแต่ละคนมีความอยากอาหารมากน้อยแตกต่างกันในแต่ละมื้อแต่ละวัน
4. เด็กมีความชอบและไม่ชอบชนิดอาหารที่แตกต่างกัน
5. ประสบการณ์ที่ไม่ดีที่เด็กได้รับ เช่น ถูกลงโทษเกี่ยวกับการกินบ่อยๆ ทำให้เสียบรรยากาศและเกิดทัศนคติไม่ดีต่อการกิน
6. ความเจ็บป่วย ทำให้ความอยากอาหารลดลง
7. ความไม่สบายใจ โกรธ เหงา เศร้า กังวล เช่น รู้สึกไม่มีคนรักก็ทำให้เบื่ออาหาร
ปัจจัยทางพ่อแม่
8.ความรัก ความคาดหวังที่พ่อแม่มีต่อลูกมากเกินไปพ่อแม่จะรู้สึกภูมิใจถ้าลูกกินอาหาร ได้อ้วนท้วน แต่ผิดหวังมากและรู้สึกผิดเมื่อลูกไม่ยอมกินอาหารที่พยายามเตรียมมาอย่างดี
9.กังวลกลัวลูกได้อาหารไม่เพียงพอจนละเลยความพอใจของเด็กบังคับให้กินสิ่งที่ไม่ชอบและมากเกินความต้องการที่แท้จริง
10. กังวลต่อน้ำหนักของเด็กมากเกินไปนำไปเปรียบเทียบเด็กอื่นหรือถูกทักจากญาติ ผู้ใหญ่ เพื่อนฝูง ซึ่งมักมีค่านิยมตามค่าสังคมปัจจุบันที่ชอบเด็กอ้วนเกินไป
11. ขาดความเข้าใจในพัฒนาการของเด็กตามวัย
วิธีแก้ไข
1.พบแพทย์เพื่ออประเมินภาวะโภชนาการของ เด็ก และตรวจร่างกายว่าไม่มีโรคใดๆ แอบแฝง ซึ่งส่วนใหญ่พบว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ แม้แต่บางรายน้ำหนักน้อย แต่พัฒนาการอื่นๆ เป็นไปตามวัย
2.พ่อแม่ควรเข้าใจถึงธรรมชาติของเด็กที่ต้องพัฒนาความเป็นตัวของตัวเองตามวัยและต่อต้านเมื่อถูกบังคับ
3. กำหนดเวลารับประทานอาหารแต่ละมื้อให้ชัดเจน
4.จัดที่นั่งให้เหมาะสมให้เด็กนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับสมาชิกในครอบครัวโดยไม่มี สิ่งอื่นมาดึงความสนใจจากอาหาร เช่น ทีวี ของเล่น และไม่ควรเดินตามป้อน ต่อรองเรื่องกินกับเด็ก
5. ให้โอกาสเด็กเรียนรู้รสอาหารอื่นนอกจากนม ตั้งแต่อายุ 4 เดือนขึ้นไป และเมื่อ 6 เดือน ฟันเริ่มขึ้นให้อาหารประเภท กัด เคี้ยว เมื่อเด็กปฏิเสธให้หยุดชั่วคราว และกลับมาให้ใหม่
6. เด็กควรได้ช่วยตัวเองบ้าง เช่น อายุ 5 -6 เดือน จับขวดนมเอง ต่อมาหยิบอาหารใส่ปาก 10 เดือนหัดจับช้อน จนสามารถป้อนข้าวเองได้เมื่ออายุ 2 ปี โดยมีผู้ใหญ่คอยช่วยบ้าง
7. จัดบรรยากาศขณะกินให้สนุกพูดคุยกันถึงเรื่องดี ๆ สบายใจ ไม่ควรดุเตือน หรือตั้งใจสอนเอาผิด คาดโทษ หรือวิพากษ์วิจารณ์ขณะนั้น
8. ไม่ควรแสดงความวิตกกังวล เอาอกเอาใจอ้อนวอนหรือต่อรองเพื่อให้กินมากๆ เพราะเด็กจะเอาเรื่องไม่กินมาต่อรองกับผู้ใหญ่ เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ
9. ในเด็กเล็กไม่ควรจัดระเบียบการกินมากเกินไปควรมุ่งให้เด็กช่วยตนเองแล้ว ค่อยๆ ฝึกระเบียบที่หลัง อายุ 5 ปีขึ้นไป มักจะมีระเบียบดีขึ้น
10. ให้เด็กมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้ใหญ่ในการจัดโต๊ะอาหารโดยเฉพาะแด็กอายุ 4 ปีขึ้นไป เช่น การจัดจาน ช้อนส้อม เช็ดโต๊ะ ฯลฯ
11. การช่วยจัดเตรียมอาหาร จะทำให้ครอบครัวกลมเกลียวมีชีวิตชีวาสนุกสนาน ทำให้เด็กมีทัศนคติที่ดีต่อการกินยิ่งขึ้น
12. ในเด็กที่กินยาก กินช้า อมข้าว ใช้เวลาในการกิน ให้ผู้ใหญ่กำหนดเวลาให้ไม่เกินครึ่งชั่วโมง เด็กจะกินเท่าใดอยู่ที่ความพอใจของเขา ถึงเวลาให้เก็บอาหาร ผู้ใหญ่ต้องอดทนใจแข็งมากๆในช่วงนี้ และไม่ควรให้อาหารอะไรเลยระหว่างมื้อนอกจากน้ำ และไม่มีการกินจุบจิบเป็น อันขาด
13. ในกรณีที่เด็กเลือกไม่กินอาหารบางอย่างที่พ่อแม่เห็นว่าควรกิน เช่น ผัก ไม่ควรบังคับ นอกจากไม่ได้ผลแล้วยังอาจทำให้เด็กเกลียดอาหารชนิดนั้นไปเลย ควรดัดแปลงอาหารนั้นในรูปแบบต่างๆ ชักชวนให้เด็กลอง ที่สำคัญผู้ใหญ่ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างในการกิน ถ้าผู้ใหญ่จัดระเบียบได้แน่นอนด้วยความอดทนแล้ว ไม่เกิน 2 สัปดาห์ พฤติกรรมในการกินจะค่อยๆดีขึ้น
สูตรการคำนวณน้ำหนักตามอายุ
น้ำหนักเฉลี่ย = 8 + (2 x อายุเป็นปี) ใช้ได้ตั้งแต่อายุ 1-10 ปี ช่วงน้ำหนักปกติ จะมากหรือน้อยกว่าน้ำหนักเฉลี่ยที่คำนวณตามสูตรประมาณกิโลกรัม
07:00
Jumper
การจัดสภาพแวดล้อมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้
ใน ยุคปัจจุบันความรู้เรื่องสมองที่จะนำไปสู่การปฏิบัติทางการศึกษาได้รับความ สนใจอย่างกว้างขวางจากทั้งวงการแพทย์และวงการศึกษา ทำให้ได้รับการสนับสนุนปัจจัยต่างๆ จากรัฐบาลที่จะให้นำข้อความรู้สำคัญๆ ทางสมองไปพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กไทย
คำที่ทำให้เกิดการตื่นตัวทางการศึกษาและทำให้เกิดการพัฒนาบุคลากรทางการ ศึกษาในวงกว้าง คือ ทฤษฎีการเรียนรู้แบบใช้สมองเป็นพื้นฐาน (Brain-Based Learning) ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการที่สมองถูกออกแบบมา เพื่อใช้ในการเรียนรู้ตามธรรมชาติ เป็นทฤษฎีที่คิดค้นมาจากหลักการหลายๆ หลักการ และความรู้จากหลายๆ แขนง เพื่อที่จะหาแนวทางที่สามารถตอบคำถามพื้นฐานที่ว่า อะไรเป็นสิ่งที่มีคุณประโยชน์ต่อสมองในการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ (นัยพินิจ คชภักดี, 2548)
สถาบันวิทยาการการเรียนรู้ (ม.ป.ป.) ได้ให้ความหมายของ Brain-Based Learning (BBL) ว่า การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด พัฒนาการ และการเรียนรู้ของสมอง คือ การนำองค์ความรู้เรื่องสมองและธรรมชาติการเรียนรู้ของสมองมาใช้ในการออกแบบ กระบวนการเรียนรู้ ทั้งในด้านการจัดกิจกรรม การเสริมสร้างประสบการณ์ ตลอดจนการจัดสิ่งแวดล้อมและกระบวนการอื่นๆ ร่วมกับสื่อเพื่อการเรียนรู้ต่างๆ ทำให้เด็กสนใจ เข้าใจ เรียนรู้ และรับไว้ในความทรงจำระยะยาว ทั้งยังสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม เป็นการสร้างศักยภาพสูงสุดในการเรียนรู้ของมนุษย์
หลักการเรียนรู้ของสมองและจิต
Caine and Caine (2002) ได้สรุปหลักการเรียนรู้ของสมองและจิตไว้ 12 ประการ ดังนี้
1. The brain is a living system: body, mind and brain are one dynamic unity.
สมองสามารถทำงานได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน (A parallel processor) และการเรียนรู้เกี่ยวข้องกับสรีระทั้งหมดของร่างกาย สมองทำงานเป็นระบบซึ่งเป็นองค์รวม (A whole system) จะไม่แยกเรียนรู้เฉพาะทีละส่วน การจัดการศึกษาจึงต้องไม่จัดโดยแยกเป็นส่วนๆให้สอดคล้องกับธรรมชาติของ มนุษย์
2. The brain/mind is social.
ในช่วงแรกของชีวิตสมองเติบโตอย่างรวดเร็วมาก การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของสมองเกิดจากการที่บุคคลมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม มนุษย์แต่ละคนเป็นส่วนหนึ่งในสังคม ดังนั้น ความสัมพันธ์ทางสังคมจึงมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้
3. The search for meaning is innate.
มนุษย์มีความต้องการพื้นฐานตามธรรมชาติในการค้นหาความหมายของสิ่งต่างๆ ดังนั้น จึงต้องตอบสนองต่อความต้องการค้นหาความหมายด้วยการได้สำรวจและเรียนรู้สิ่ง ต่างๆ
4. The search for meaning occurs through patterning.
สมองจะทั้งรับรู้และทำความเข้าใจรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น แต่สมองจะสร้างและแสดงออกด้วยรูปแบบของตัวเอง ดังนั้น การจัดการศึกษาจึงต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้กำหนดรูปแบบในการเรียนรู้และ ทำความเข้าใจของตนเอง
5. Emotions are critical to patterning.
อารมณ์มีผลต่อรูปแบบการเรียนรู้ อารมณ์และการเรียนรู้เป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ ดังนั้น บรรยากาศที่เหมาะสมจึงเอื้อให้เกิดการเรียนรู้
6. The mind/brain processes parts and wholes simultaneously.
แม้ว่าสมองจะมี 2 ส่วน คือ ด้านซ้ายและขวา แต่สมองทั้งสองซีกจะทำงานอย่างสัมพันธ์กันในทุกๆ กิจกรรม ซึ่งทำให้เราได้รู้ว่าสมองจะทำการแบ่งข้อมูลออกเป็นส่วนๆ และทำความเข้าใจโดยภาพรวม ดังนั้น การจัดการศึกษาที่ดีต้องตระหนักถึงข้อนี้ โดยการให้เรียนรู้เป็นภาพรวมและส่วนย่อย
7. Learning involves both focused attention and peripheral perception.
การเรียนรู้ประกอบด้วยจุดสนใจหลักและรับรู้สิ่งต่างๆรอบตัวไปพร้อมๆกัน ดังนั้น ในการจัดการศึกษาจึงจำเป็นต้องใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ในทุกแง่มุม
8. Learning always involves conscious and unconscious processes.
การเรียนรู้เป็นไปโดยที่เกิดความตระหนักในสิ่งที่กำลังเรียนรู้และไม่ได้ ตระหนักว่าเกิดการเรียนรู้การเรียนรู้อาจไม่ได้เกิดขึ้นอย่างทันทีแต่ต้องใช้เวลาที่ค่อยๆเกิดขึ้น ดังนั้น การจัดการศึกษาจึงต้องออกแบบให้เอื้อให้ผู้เรียนได้ค่อยๆต่อเติมแนวคิด ทักษะ และประสบการณ์ จนกระทั่งเกิดความเข้าใจและเรียนรู้
9. We have at least two ways of organizing memory: A spatial memory system and a set of systems for rote learning.
มนุษย์มีวิธีจัดระบบความจำ 2 แบบที่สำคัญ คือ ระบบการจำเป็นมิติ และการท่องจำ การเรียนรู้ที่อย่างมีความหมายต่อผู้เรียนจะเกิดจากระบบความจำทั้งสองแบบนี้ ดังนั้น การเรียนรู้จะเกิดจากสิ่งที่มีความหมายต่อผู้เรียน
10. Learning is developmental.
ในช่วงต้นของชีวิต สมองจะมีการเติบโตอย่างรวดเร็วมากซึ่งมีลักษณะของ Hard wiring มีการสร้างเส้นใยประสาท และจุดเชื่อมต่อมากมาย ซึ่งมีช่วงของการเรียนรู้ที่เหมาะสมในเรื่องต่างๆ (Windows of opportunity) แต่อย่างไรก็ตาม สมองก็ไม่ได้จำกัดหรือหยุดการเจริญเติบโต มนุษย์จึงสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ดังนั้น จึงควรจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับ Windows of opportunity และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต
11. Complex learning is enhanced by challenge and inhibited by threat.
ความท้าทายจะช่วยกระตุ้นให้ต้องการเรียนรู้ ส่วนความกลัวจะยับยั้งการเรียนรู้ ดังนั้น การเรียนรู้จะเกิดขึ้นในบรรยากาศที่ปราศจากความกลัว และมีความท้าทายให้ต้องการเรียนรู้
12. Each brain/mind is uniquely organized.
มนุษย์ทุกคนมีสมอง แต่สมองของแต่ละคนล้วนแตกต่างกัน ซึ่งเกิดจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น แต่ละคนจึงมีแบบแผนของการเรียนรู้ (Learning Style) ความสามารถ และเชาว์ปัญญาที่แตกต่างกัน
ทั้งนี้ การจัดการเรียนรู้บนฐานขององค์ความรู้ดังกล่าวจึงมีลักษณะดังต่อไปนี้
1. การจัดการเรียนรู้ต้องไม่จัดโดยแยกเป็นส่วนๆ ให้สอดคล้องกับธรรมชาติของสมองมนุษย์ ซึ่งสามารถทำงานได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน และการเรียนรู้เกี่ยวข้องกับสรีระทั้งหมดของร่างกาย
2. การจัดการเรียนรู้ต้องให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เพราะการเปลี่ยนแปลงต่างๆของสมองเกิดจากความสัมพันธ์ทางสังคม
3. การจัดการเรียนรู้ต้องตอบสนองต่อความต้องการพื้นฐานตามธรรมชาติในการค้นหาความหมายด้วยการให้เด็กได้สำรวจและเรียนรู้สิ่งต่างๆ
4. การจัดการเรียนรู้ต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้กำหนดรูปแบบในการเรียนรู้และ ทำความเข้าใจของตนเอง เนื่องจากสมองจะทั้งรับรู้และทำความเข้าใจ รูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น แต่สมองจะสร้างและแสดงออกด้วยรูปแบบของตัวเอง
5. การจัดการเรียนรู้ต้องจัดบรรยากาศที่เหมาะสมจึงเอื้อให้เกิดการเรียนรู้ เนื่องจากอารมณ์และการเรียนรู้เป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ และอารมณ์มีผลต่อรูปแบบการเรียนรู้
6. การจัดการเรียนรู้ที่ดีจะมีทั้งการเรียนรู้ที่เป็นภาพรวมและที่เป็นส่วนย่อย เพื่อตอบสนองต่อข้อความรู้ที่ว่าสมองจะทำการแบ่งข้อมูลออกเป็นส่วนๆ และทำความเข้าใจโดยภาพรวม สมองทั้งสองซีกจะทำงานอย่างสัมพันธ์กันในทุกๆ กิจกรรม
7.การจัดการเรียนรู้จำเป็นต้องใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ในทุกแง่มุม เพราะการเรียนรู้ของสมองจะประกอบด้วยจุดสนใจหลักและรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวไปพร้อมๆกัน
8. การจัดการเรียนรู้ต้องออกแบบให้เอื้อให้ผู้เรียนได้ค่อยๆ ต่อเติมแนวคิด ทักษะ และประสบการณ์ จนกระทั่งเข้าใจและเกิดการเรียนรู้ เพราะการเรียนรู้ อาจเกิดขึ้นโดยที่ตระหนักในสิ่งที่กำลังเรียนรู้ และไม่ได้ตระหนักว่าเกิดการเรียนรู้ การเรียนรู้อาจไม่ได้เกิดขึ้นอย่างทันทีแต่ต้องใช้เวลาที่ค่อยๆ เกิดขึ้น
9. การจัดการเรียนรู้ต้องทำให้การเรียนรู้จะเกิดจากสิ่งที่มีความหมายต่อผู้ เรียน เนื่องจากการเรียนรู้ที่อย่างมีความหมายต่อผู้เรียนเป็นผลมาจากทั้ง ระบบการจำเป็นมิติ และการท่องจำ
10. การจัดการเรียนรู้จึงควรจัดให้เหมาะสมกับ Windows of opportunity และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต
11. การจัดการเรียนรู้ควรจัดในบรรยากาศที่ปราศจากความกลัว และมีความท้าทายให้ต้องการเรียนรู้ เนื่องจากความท้าทายจะช่วยกระตุ้นให้ต้องการเรียนรู้ ส่วนความกลัวจะยับยั้งการเรียนรู้
12. การจัดการเรียนรู้ต้องจัดให้เหมาะสมกับความแตกต่างของเด็กเป็นรายบุคคล เนื่องจากสมองของแต่ละคนล้วนแตกต่างกัน ซึ่งเกิดจากพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน
ความสำคัญของการใช้องค์ความรู้ทางสมองและจิต
การจัดการศึกษาปฐมวัยที่คำนึงถึงการรักษาคุณภาพของการจัดการศึกษาปฐมวัยตาม มาตรฐานการศึกษามีความสัมพันธ์กับองค์ความรู้ทางสมองและจิต ดังนี้
1. ด้านผู้เรียน
ประสบการณ์ต่างๆ ที่เด็กได้รับจะเป็น Input ที่ป้อนเข้าสู่สมองของเด็ก และเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเชื่อมต่อของเส้นใยประสาท เส้นใยประสาทและจุดเชื่อมต่อที่ทำงานอยู่เสมอจะมีการสร้างไขมันล้อมรอบ (Myelinization) ทำให้การเคลื่อนไหวของกระแสไฟฟ้าในเส้นใยประสาทเป็นไปอย่างรวดเร็วและมี ประสิทธิภาพ และเป็นการป้องกันไม่ให้เครือข่ายเส้นใยประสาทถูกกำจัดไป ดังนั้น การที่จะทำให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายของการจัดการศึกษาตามมาตรฐาน จึงต้องให้เด็กได้รับประสบการณ์ต่างๆ อย่างเหมาะสม โดยการจัดการเรียนรู้บนฐานของหลักการเรียนรู้ของสมองและจิต กล่าวคือ จัดการเรียนรู้โดยองค์รวม ไม่แยกเป็นส่วนๆ ให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ตอบสนองต่อความต้องการพื้นฐานตามธรรมชาติในการค้นหาความหมายด้วยการให้เด็ก ได้สำรวจและเรียนรู้สิ่งต่างๆ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้กำหนดรูปแบบในการเรียนรู้และทำความเข้าใจของตนเอง จัดบรรยากาศที่เหมาะสมจึงเอื้อให้เกิดการเรียนรู้ โดยมีทั้งการเรียนรู้ที่เป็นภาพรวมและที่เป็นส่วนย่อย เพื่อตอบสนองต่อข้อความรู้ที่ว่าสมองจะทำการแบ่งข้อมูลออกเป็นส่วนๆ และทำความเข้าใจโดยภาพรวม อีกทั้งยังต้องใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ในทุกแง่มุม เพราะการเรียนรู้ของสมองจะประกอบด้วยจุดสนใจหลักและรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวไปพร้อมๆ กัน ทั้งนี้ การจัดการเรียนรู้ต้องออกแบบให้เอื้อให้ผู้เรียนได้ค่อยๆ ต่อเติมแนวคิด ทักษะ และประสบการณ์ จนกระทั่งเกิดความเข้าใจและเรียนรู้ เพราะการเรียนรู้อาจเป็นไปโดยที่เกิดความตระหนักในสิ่งที่กำลังเรียนรู้และ ไม่ได้ตระหนักว่าเกิดการเรียนรู้ การเรียนรู้อาจไม่ได้เกิดขึ้นอย่างทันทีแต่ต้องใช้เวลาที่ค่อยๆเกิดขึ้น และเนื่องจากการเรียนรู้ที่อย่างมีความหมายต่อผู้เรียนเป็นผลมาจากทั้งระบบ ความจำเกี่ยวกับมิติและการท่องจำ การจัดการเรียนรู้ต้องทำให้การเรียนรู้จะเกิดจากสิ่งที่มีความหมายต่อผู้ เรียน โดยจัดให้เหมาะสมกับ Windows of opportunity และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่สำคัญ คือ การจัดการเรียนรู้ควรจัดในบรรยากาศที่ปราศจากความกลัว และมีความท้าทายให้ต้องการเรียนรู้ เนื่องจากความท้าทายจะช่วยกระตุ้นให้ต้องการเรียนรู้ ส่วนความกลัวจะยับยั้งการเรียนรู้ และต้องจัดให้เหมาะสมกับความแตกต่างของเด็กเป็นรายบุคคล เนื่องจากสมองของแต่ละคนล้วนแตกต่างกัน ซึ่งเกิดจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน
การเข้าใจธรรมชาติของสมองทำให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญขององค์ความรู้ ด้านสมองและจิตที่มีต่อการศึกษา ทำให้สามารถจัดการศึกษาให้แก่เด็กได้อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ได้ อย่างดียิ่ง และมีผลที่แน่นอนกว่าความเชื่อ หรือการคิดเดาเอาเอง
การมีข้อค้นพบทางวิทยาศาสตร์และองค์ความรู้ทางสมองและจิตมีความสำคัญอย่าง ยิ่งที่จะทำให้การจัดการเรียนรู้นำผู้เรียนไปสู่มาตรฐานด้านผู้เรียนที่ได้ กำหนดไว้ หากปราศจากองค์ความรู้นี้ การจัดการเรียนรู้อาจไม่สอดคล้องกับลักษณะ และธรรมชาติของสมอง หรืออาจบั่นทอนศักยภาพของสมองและไม่สามารถทำให้ผู้เรียนมีมาตรฐานที่กำหนด ไว้
2. ด้านกระบวนการ
การเข้าใจการเจริญเติบโตและการทำงานของสมอง รวมถึงการเข้าใจการทำงานของระบบประสาทซึ่งเป็นงานค้นคว้าวิจัยทางวิทยา ศาสตร์และทางการแพทย์มีประโยชน์และมีความ สำคัญอย่างยิ่งต่อมวลมนุษยชาติ การค้นพบเหล่านี้นำมาสู่ความคิดที่ว่าการจัดการศึกษาไม่สามารถจัดโดยใช้ ศาสตร์ทางด้านจิตวิทยา หรือการสอนเท่านั้น การศึกษาต้องมีการเชื่อมโยงกันระหว่างศาสตร์ต่างๆ ทั้งศาสตร์ทางการศึกษาเอง ศาสตร์ทาง Developmental Psychology, Developmental Neurobiology, และ Developmental / Behavioral Pediatrics เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาเด็ก ซึ่งการเชื่อมโยงกันจะนำไปสู่มาตรฐานด้านกระบวนการดังกล่าวข้างต้น ข้อค้นพบซึ่งพิสูจน์ได้ชัดเจนด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ นำมาซึ่งความตระหนักในความสำคัญของการทำงานของสมองและระบบประสาทที่มีต่อทุก สถาบันในสังคมตั้งแต่สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สังคม ชุมชน ฯลฯ เนื่องจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดังกล่าวล้วนมีมนุษย์เป็นองค์ประกอบหลักทั้ง สิ้น
นอกจากข้อความรู้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งแล้ว องค์ความรู้ฯยังทำให้เราตระหนักว่าการเผยแพร่ความรู้ต่อสาธารณะก็เป็นเรื่อง ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพจะส่งผลต่อการพัฒนาเด็กได้ อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น
3. ด้านปัจจัย
การเจริญเติบโตของสมองเริ่มตั้งแต่มีการปฏิสนธิ โดยเซลส์ประสาทจะมีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว จัดตัวเองเป็นชั้นๆ และมีการสร้างเส้นใยประสาทขึ้นมาเพื่อให้เซลส์ประสาทสามารถติดต่อกันได้ เส้นใยประสาทแบ่งออกเป็นเส้นใยประสาทที่ส่งข้อมูลออก และรับข้อมูลเข้า โดยจุดเชื่อมต่อที่ส่งข้อมูลออกและรับข้อมูลเข้า เรียกว่า ซีนแนปส์ (Synapse) ซึ่งจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังมีการสร้างไขมัน หรือมันสมอง (Myelinization) หุ้มรอบเส้นใยประสาทด้วย
ประสบการณ์ต่างๆ ที่เด็กได้รับจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเชื่อมต่อของเส้นใยประสาท โครงสร้างของเครือข่ายเส้นใยประสาทและจุดเชื่อมต่อไม่ได้เกิดขึ้นอย่างพร้อม เพรียงในเวลาเดียวกัน สมองแต่ละส่วนจะมีการสร้างเครือข่ายเส้นใยประสาทที่ทำให้เกิดความสามารถ ต่างๆ ในเวลาที่แตกต่างกัน (Windows of Opportunity) โดยเส้นใยประสาท และจุดเชื่อมต่อที่ทำงานอยู่เสมอจะมีการสร้างไขมันล้อมรอบ ทำให้การเคลื่อนไหวของกระแสไฟฟ้าในเส้นใยประสาทเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ สมองของมนุษย์เป็นอวัยวะที่ยังไม่พัฒนาเต็มที่ตั้งแต่แรกเกิด สมองมีการปรับแต่งตัวเองตลอดอายุขัย โดยที่การเจริญเติบโตของสมองส่วนใหญ่เกิดขึ้นในวัยเด็ก เด็กทารกเกิดมาพร้อมกับเซลส์สมองจำนวนมากเกินกว่าที่สมองที่พัฒนาเต็มที่ แล้วจะรับได้ จึงมีกระบวนการหนึ่งที่เรียกว่า การเล็มส่วนที่เกินออก (Pruning) จะทำให้การเชื่อมโยงเซลส์ประสาทส่วนที่มีการใช้งานน้อยถูกตัดทอนออกไป ในขณะที่วงจรเชื่อมโยงเซลส์ประสาทที่ถูกใช้ประโยชน์มากที่สุดถูกเก็บไว้ และได้รับการเชื่อมโยงให้เหนียวแน่นขึ้น
นอกจากนี้สมองยังมีความสามารถ ที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือการทำงานของสมองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ (Brain Plasticity) ซึ่งอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงความยาวของเส้นใยประสาท การสร้างจุดเชื่อมต่อ การเพิ่มการทำงานของเซลส์พี่เลี้ยง (Glial Cell) หรือการเปลี่ยนแปลงสารเคมี ซึ่งประสบการณ์จะเป็นตัวกระตุ้นสมองให้มีการเปลี่ยนแปลง
การจัดสภาพแวดล้อมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่เด็กปฐมวัย
ข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากทั้งการวิจัยและการวิเคราะห์ของวงการวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสมองและการเรียนรู้ของเด็ก มีประเด็นที่เด่นชัดว่าการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งที่ สำคัญที่จะช่วยทำให้ภาวะของสมองเหมาะสมสำหรับการเรียนรู้ ประเด็นสำคัญที่ได้ประมวลมาจากบทความต่างๆ ที่นัยพินิจ คชภักดี (2548) ได้นำเสนอ มีแนวคิดที่เป็นสาระหลักที่ควรนำมาพิจารณาในการจัดสภาพแวดล้อม ดังนี้
• สมองเป็นอวัยวะที่มีความจำเฉพาะตัว และเป็นผลจากการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างสิ่งแวดล้อมต่างๆ จนเกิดเป็นความแตกต่างและ
หลากหลายของสมองที่สั่งสมมาตลอดชั่วชีวิต
• การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีที่สุดเมื่อสมองเผชิญกับความเครียดและความรู้สึกผ่อนคลายในปริมาณที่สมดุลกัน คือ การตื่นตัวแบบ
ผ่อนคลาย ถ้าครูจะนำไปปฏิบัติก็ต้องสร้างบรรยากาศของห้องเรียน ไม่ใช่ให้ปลอดภัยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้เกิดประกาย
ของความรู้สึกกระหายใคร่รู้
• การปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมองกับสิ่งแวดล้อมทำให้ต้องตระหนักว่ายิ่งมีสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์เท่าใด ก็จะทำให้สมองเกิดการเรียนรู้
มากขึ้นเท่านั้น
•สภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์จะส่งผลให้สมองมีการเชื่อมโยงของระบบประสาทเพิ่มขึ้นถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ทั้งในช่วงแรกและช่วงหลัง
ของชีวิต ดังนั้นสภาพแวดล้อมของคนเราจึงต้องสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาเพื่อให้เกิดความหลากหลาย
• การเรียนรู้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่นเดียวกับการหายใจ เพียงแต่การเรียนรู้ถูกยับยั้ง หรือส่งเสริมด้วยปัจจัยบางอย่างได้
• การเชื่อมโยงของระบบประสาทขึ้นอยู่กับปัจจัยของสิ่งแวดล้อม นั่นคือ ลักษณะของโรงเรียน กับสิ่งที่พบในชีวิตประจำวันด้วย
• การควบคุมความเครียด โภชนาการ การออกกำลังกาย และการผ่อนคลาย รวมทั้งการบริหารสุขภาพในรูปแบบอื่นๆ จะต้องเป็น
ส่วนสำคัญที่ใช้ในการพิจารณาถึงความเหมาะกับการเรียนรู้ด้วย
• เด็กปกติที่มีอายุเท่ากัน อาจมีอายุทางพัฒนาการของทักษะพื้นฐานแตกต่างกันได้ถึงห้าปี
ฯลฯ
ตัวอย่างการจัดสภาพแวดล้อมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่เด็กปฐมวัย
นวัตกรรมทางการจัดศึกษาปฐมวัยต่างให้ความสำคัญต่อการจัดสภาพแวดล้อมที่ส่ง เสริมการเรียนรู้ทั้งสิ้น ในที่นี้เป็นตัวอย่างแนวทางการจัดสภาพแวดล้อมของนวัตกรรมทางการศึกษา-ปฐมวัย 3 นวัตกรรม ดังรายละเอียดต่อไปนี้
แนวทางการจัดสภาพแวดล้อมของการจัดการศึกษาวอลดอร์ฟ
การจัดบรรยากาศภายในห้องเรียน อาคารเรียน และบริเวณโรงเรียนเป็นองค์ประกอบสำหรับการจัดการศึกษาวอลดอร์ฟ ความงดงามของธรรมชาติจะปรากฏอยู่ทั้งบริเวณกลางแจ้งและภายในอาคาร มีการนำภาพศิลปะ งานประติมากรรม กลิ่นหอมของธรรมชาติเข้ามาตกแต่ง ทำให้บรรยากาศของโรงเรียนสงบ และอ่อนโยน ภายใต้แนวคิดที่ว่า เด็กวัย 0 - 7 ปี เป็นวัยที่เรียนรู้จากการเลียนแบบ สิ่งที่เด็กเลียนแบบในช่วงนี้จะฝังลึกลงไปในเด็ก หล่อหลอมเด็กทั้งกายและจิตวิญญาณ และฝังแน่นไปจนโต ทั้งนี้ จากงานวิจัยของวีณา ก๊วยสมบูรณ์ (2542) ได้นำเสนอแนวทางการจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพของการจัดการศึกษาวอลดอร์ฟ ไว้ดังนี้
บริเวณภายในห้อง
บริเวณภายในห้องควรจะเป็นกันเอง และสว่างไสวเพียงพอ ไม่จ้าจนเกินไปเพราะจะทำให้เกิดความร้อน เด็กจะขาดสมาธิในการเรียน อาจใช้ผ้าม่านเพื่อช่วยกรองแสงให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ ไม่ควรเป็นห้องที่มืดจนเกินไป หากห้องมีลักษณะมืด ควรเปิดไฟ หรือตั้งโคมไฟในบางจุดที่จำเป็น และหลีกเลี่ยงการใช้แสงที่ไม่ใช่แสงธรรมชาติในเวลากลางวัน ใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้สีธรรมชาติ สีสันบนผนังห้องเรียนทาสีอ่อนเพื่อสร้างบรรยากาศที่น่าอยู่ ให้เด็กที่ได้มานั่งในห้องได้นึกถึงความสดชื่นยามอยู่ใต้ต้นไม้ ที่ออกดอกบานสะพรั่ง
บริเวณกลางแจ้ง
บริเวณกลางแจ้งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นสนามเด็กเล่นอยู่ติดกับตัวอาคาร โดยจัดให้ใช้ได้ในสภาพภูมิอากาศที่หลากหลาย พื้นผิวควรแข็งเพื่อให้แห้งเร็วเมื่อฝนตก ควรตั้งอยู่ทางด้านที่แดดส่องถึง เพื่อให้เด็กๆ ได้รับแสงแดดยามเช้า บ่อทรายควรอยู่บริเวณนี้ ไม้เลื้อยบนกำแพง ต้นไม้ และแปลงดอกไม้ช่วยให้บริเวณนี้เป็นสถานที่ที่น่าสบายสำหรับเด็กๆ ส่วนที่สองอยู่ห่างจากตัวอาคารใช้เป็นที่เล่นและออกกำลังกาย ควรจัดเป็นอาณาจักรสำหรับเด็ก ทำทางสำหรับรถเข็นและทางสำหรับเดิน โดยออกแบบทางเดินให้โค้งไปมาน่าเดินและผ่านจุดที่น่าสนใจ เนินเขาเป็นจุดเสริมที่มีคุณค่ามากในสนามเด็กจะได้วิ่งขึ้นและลง เป็นการใช้กล้ามเนื้อหลายส่วนอย่างเป็นอิสระและเป็นธรรมชาติ ส่วนหนึ่งของพื้นที่เป็นที่ตั้งของชิงช้า ไม้ลื่น ต้นไม้พุ่มเตี้ยๆ และปลูกไม้ดอกหรือพืชผักสวนครัว
อุปกรณ์ภายในห้องเรียน
ควรมีอ่างล้างมือขนาดใหญ่ที่อยู่ในระดับต่ำพอที่เด็กๆ จะเอื้อมมือถึงระดับน้ำได้ง่าย ลอยเรือลำเล็กๆ หรือ แช่กระดาษวาดเขียนได้ มีช่องเก็บของส่วนตัวของเด็กแต่ละคน มีตู้ขนาดใหญ่สำหรับเก็บวัสดุที่ครูต้องใช้ มีชั้นสำหรับวางอุปกรณ์และของเล่น อาจมีมุมตุ๊กตา มุมงานช่าง มีโต๊ะสำหรับทำกิจกรรมที่มีน้ำหนักเบาที่เคลื่อนย้ายได้ ของเล่นที่จัดไว้เป็นของเล่นที่มีความสมบูรณ์น้อยแต่ชี้ช่องทางในการเล่นได้ มาก เช่น ตุ๊กตาที่ไม่ได้วาดหน้าไว้อย่างตายตัว นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญต่อการเลือกใช้สีน้ำ พู่กัน กระดาษ สีเทียน ขี้ผึ้ง ที่มีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะอีกด้วย
อุปกรณ์กลางแจ้ง
อุปกรณ์ชิ้นสำคัญ คือ บ่อทรายที่บรรจุทรายพูนเหนือระดับดินเล็กน้อย มีม้านั่งยาวตัวเตี้ยล้อมรอบ สิ่งที่ให้ความเพลินเพลินแก่เด็กเป็นพิเศษ คือ บ้านเด็กเล่นที่ไม่ประณีตหรือเสร็จสมบูรณ์จนเกินไป โดยจัดเตรียมโครงไม้และหลังคาไว้เพื่อให้เด็กทำส่วนที่เหลือกันต่อเอง มีลังไม้สำหรับใส่อุปกรณ์กลางแจ้ง อุปกรณ์อื่นๆ ได้แก่ รถเข็นให้เด็กเข็นหรือลากไปตามทางเดิน หรือจะขึ้นไปนั่งก็ได้ มีชิงช้า ไม้ลื่น ราวสำหรับห้อยโหน ตาข่ายปีนป่าย มีอุปกรณ์ก่อสร้าง เช่น กระดาน นั่งร้าน บันได อิฐ พลั่ว ถัง เครื่องมือทำสวน เป็นต้น
แนวทางการจัดสภาพแวดล้อมตามแนวคิดของมอนเตสซอรี่
จีระพันธุ์ พูลพัฒน์ (2549) ได้รวบรวมลักษณะของสิ่งแวดล้อมในอุดมคติของมอนเตสซอรี่ ซึ่งสามารถนำมาเป็นแนวทางในการจัดสภาพแวดล้อมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของ เด็ก-ปฐมวัยไว้ 4 ประเด็น ดังนี้
การจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพ
ทุกอย่างที่จัดไว้ในห้องเรียนมีขนาดเล็ก เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ โต๊ะ เก้าอี้ วัสดุอุปกรณ์อยู่ในสภาพที่เด็กหยิบออกมาใช้ได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ใหญ่ ถือหลักของความจริง ("Reality" principle) นำของจริงมาให้เด็กใช้ เนื่องจากเมื่อเด็กต้องช่วยเหลือตนเอง หรือช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม สิ่งที่เด็กต้องเข้าไปทำเป็นของจริง จึงนำของจริงมาใช้ในห้องเรียน เช่น แก้วจริง มีดจริงๆ สำหรับทำอาหาร และทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์จริง ทั้งนี้ ควรให้ได้สัมผัสกับธรรมชาติรอบตัวเพื่อช่วยพัฒนาทั้งกายและจิต ให้เด็กมีความสนุกสนานในการสำรวจ และจัดการกับสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติ มีสิ่งช่วยกระตุ้นเด็กในห้องเรียน อาจจะเป็นภาพติดผนัง โต๊ะสำรวจธรรมชาติ สัตว์เลี้ยง เป็นต้น
การจัดสภาพแวดล้อมเพื่อความสุนทรียะ
คำว่า สุนทรียะ หมายถึง สภาพแวดล้อมของโรงเรียนที่ควรมีความสวยงาม การตกแต่งที่เจริญหูเจริญตา มีสีสันไม่ร้อนแรง เพื่อให้เด็กซึมซับความงามของสิ่งต่างๆ รอบตัว ความสวยงามดังกล่าวเชื่อมต่อกับความมีระเบียบ เด็กได้รับการกระตุ้นที่จะทำให้สิ่งแวดล้อมทางสุนทรียะมีคุณภาพและมีระเบียบ ด้วย ของทุกอย่างในห้องเรียนจะมีที่อยู่และกำหนดไว้อยู่แล้ว ของเหล่านี้จะวางในสภาพที่เด็กหยิบจับได้เอง ดังนั้น ความมีระเบียบและความงดงามหมดจดจะปรากฏให้เห็น วัสดุต่างที่ใช้ในห้องเรียนควรทำความสะอาดได้ง่าย หรือล้างได้เพื่อจะได้ฝึกให้เด็กมีนิสัยรักความสะอาด ซึ่งเป็นนิสัยที่สามารถสร้างให้เกิดขึ้นในช่วงเวลาหลักของชีวิต (Sensitive periods) และสิ่งเหล่านี้จะติดตัวไปจนโต ทั้งนี้ สภาพแวดล้อมทั้งมวลที่กล่าวมาแล้วจะช่วยสร้างให้เกิดบรรยากาศของความสงบและ สันติ
การจัดสภาพแวดล้อมเพื่อการใช้ปัญญา
จุดแรกที่ต้องคำนึงถึงเกี่ยวกับอุปกรณ์เพื่อการสอนที่จัดไว้ในสิ่งแวดล้อม จะต้องช่วยพัฒนาการใช้ปัญญาของเด็กผ่านกิจกรรมการสำรวจ เพราะเป็นวิถีทางที่เด็กเรียนรู้ตามขั้นตอนของพัฒนาการ จุดที่สองเกี่ยวกับอุปกรณ์ คือ ในห้องเรียนจะมีอุปกรณ์แต่ละชนิดเพียงชุดเดียว เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องการแบ่งปัน การให้ความเคารพ และเห็นคุณค่าของวัสดุอุปกรณ์ ลักษณะเด่นเฉพาะของห้องเรียนมอนเตสซอรี่ คือ สถานการณ์ควบคุมความมีอิสระโดยการจัดอุปกรณ์ เด็กมีอิสระในการทดลองกับชุดอุปกรณ์ ได้เรียนรู้ที่จะใช้อุปกรณ์ตามจุดมุ่งหมายของอุปกรณ์แต่ละชิ้น ใช้ด้วยความระมัดระวัง และเคารพในอุปกรณ์ที่ใช้ รู้จักหมุนเวียนกันในการใช้อุปกรณ์ คืนอุปกรณ์สู่ที่เดิมในรูปแบบเดิมที่พร้อมสำหรับคนอื่นจะใช้
การจัดสภาพแวดล้อมทางสังคมและอารมณ์
เด็กได้รับประสบการณ์จากสิ่งแวดล้อมที่จัดเอาไว้เพื่อสนองความต้องการของเขา เด็กได้เรียนรู้ที่จะให้ความเคารพต่อผู้ใหญ่ ต่อเพื่อน และได้รับความเคารพจากผู้อื่นภายใต้สภาพแวดล้อมทางสังคมที่มีลักษณะพิเศษ คือ การจัดกลุ่มในแนวตั้ง เป็นการจัดกลุ่มคละอายุ เพื่อให้เด็กมีโอกาสดูแลคนอื่น และได้รับการดูแลจากคนอื่น จุดเด่นอีกเรื่องหนึ่งคือ บรรยากาศที่มีระเบียบทำให้เด็กเคารพข้อตกลงภายใน (Inner rules) เด็กมีอิสระในการเลือกงาน เลือกที่นั่งทำงาน และเพื่อน เด็กจะซึมซับสภาพที่เงียบ มีระเบียบ สงบ ในบรรยากาศของความร่วมมือ ครูจะทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกและผู้ประสานงาน สังเกตเด็กในขณะที่ดูแลกลุ่มเด็ก และดูแลเด็กแต่ละวัยด้วยในเวลาเดียวกัน สาธิตการใช้อุปกรณ์ สังเกตและบันทึกการทำงานของเด็กกับอุปกรณ์และพฤติกรรมอื่นๆ
แนวทางการจัดสภาพแวดล้อมตามหลักสูตรจุฬาลักษณ์
น้อมศรี เคท และคณะ (2549) ได้จัดทำหลักสูตรจุฬาลักษณ์เพื่อเป็นแนวทางในการจัดประสบการณ์ให้แก่เด็ก อนุบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยใช้แนวคิดการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ แบบบูรณาการ การจัดศูนย์การเรียน และการทำโครงงาน หลักสูตรนี้ได้นำเสนอเกี่ยวกับการจัดสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ให้ แก่เด็กปฐมวัย ดังนี้
การจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพ
1) การจัดสภาพแวดล้อมภายนอกห้องเรียน
จัดอาคารสถานที่และบริเวณโรงเรียนให้สะอาด ปลอดภัย สวยงาม สร้างบรรยากาศให้ปลอดโปร่ง สบายใจ ใกล้ชิดธรรมชาติ และกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมในชุมชน มีเครื่องเล่นสนามที่ตั้งในตำแหน่งที่ปลอดภัย อยู่ในสภาพดี เครื่องเล่นควรทำจากวัสดุธรรมชาติที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น จัดบริเวณสำหรับเล่นให้มีความหลากหลายทั้งในร่มและกลางแจ้ง มีพื้นผิวแตกต่างกัน เช่น หญ้า ดิน ปูน ไม้ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและการดูแลรักษา มีสถานที่ประกอบอาหารเป็นสัดส่วน สะอาด จัดสถานที่และเครื่องใช้ในการรับประทานอาหารให้สะอาด และสวยงาม จัดน้ำดื่มให้พอเพียงให้เด็กดื่มได้โดยสะดวก มีห้องส้วมเพียงพอ โดยให้มีขนาดและตำแหน่งที่ตั้งที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก ดูแลให้สะอาดถูกสุขลักษณะ มีอุปกรณ์และสถานที่สะอาดและเหมาะสมในการทำความสะอาดร่างกาย เช่น ล้างมือ ล้างหน้า แปรงฟัน รวมทั้งจัดถังขยะให้เพียงพอและเหมาะสมกับการใช้งาน และดูแลรักษาด้วย
2) การจัดสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียน
ห้องเรียนควรมีอากาศถ่ายเทสะดวก มีแสงสว่างเพียงพอและสม่ำเสมอทั่วห้อง โต๊ะเก้าอี้มีขนาดเหมาะสมกับวัย น้ำหนักเบาให้เด็กเคลื่อนย้ายได้โดยสะดวกเด็กแต่ละคนมีเครื่องใช้ส่วนตัวใน การทำความสะอาดร่างกาย และเครื่องใช้ในการนอน โดยจัดเก็บเป็นระเบียบ สวยงาม ใช้วัสดุอุปกรณ์ในการตกแต่งห้องเรียนให้สวยงาม เลือกสรรวัสดุอุปกรณ์และสื่อการเรียนรู้ที่มีความสร้างสรรค์ ทนทาน หลากหลายมาใช้งาน โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและความทนทาน มีการจัดระบบการวางวัสดุอุปกรณ์ให้เด็กหยิบใช้ได้โดยสะดวก มีการตรวจสอบความสะอาด ความพร้อมในการใช้งานของวัสดุอุปกรณ์และสื่ออย่างสม่ำเสมอ เลือกสถานที่ในการเรียนรู้ให้เหมาะกับลักษณะของกิจกรรม เช่น กิจกรรมที่สงบอยู่ไกลจากกิจกรรมที่ใช้เสียง กิจกรรมที่ต้องการแสงสว่างอยู่ใกล้กับหน้าต่าง เป็นต้น จัดการจราจรทั้งในและนอกห้องเรียนให้สะดวกต่อการเคลื่อนไหวของเด็กขณะทำ กิจกรรม สิ่งสำคัญคือสร้างบรรยากาศในห้องเรียนให้อบอุ่น เป็นมิตร และเต็มไปด้วยความรักความเมตตา
การจัดสภาพแวดล้อมทางบุคคล
1) บุคลิกภาพของครู
บุคลิกภาพของครูช่วยเสริมบรรยากาศในการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในห้องได้เป็น อย่างดี ครูควรยิ้มแย้มแจ่มใส มีกิริยามารยาทแบบไทย แต่งกายเหมาะสมกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ใช้ภาษาถูกต้องชัดเจน เต็มใจตอบคำถามของเด็ก พูดกับเด็กด้วยเสียงนุ่มนวลเป็นมิตร และพูดชี้แจงเหตุผลแก่เด็กด้วยน้ำเสียงปกติ
2) การจัดการชั้นเรียนของครู
ครูควรใส่ใจดูแลให้เด็กอยู่ร่วมกันในห้องเรียนอย่างมีความสุข พร้อมทั้งเรียนรู้สิทธิและหน้าที่ของตนด้วย จึงต้องมีการจัดทำข้อตกลงร่วมกัน แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ มีแนวทางปฏิบัติเมื่อเด็กไม่ทำตามข้อตกลง และแก้ไขปัญหาเมื่อมีข้อขัดแย้งเกิดขึ้น
3) การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็ก
ความสัมพันธ์อันดีระหว่างครูกับเด็กช่วยเสริมสร้างให้เด็กรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย สร้างความมั่นใจในตนเอง และเกิดความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง ครูควรสร้างความสัมพันธ์กับเด็กด้วยท่าทาง เช่น ยิ้ม สัมผัส ทักทายและพูดคุยกับเด็กทั้งเมื่อเด็กมาถึง ขณะรับประทานอาหาร เตรียมตัวทำกิจกรรม หรือเด็กลากลับบ้าน ดูแลเด็กที่มีปัญหาสุขภาพ ไม่สบาย หรือต้องการกำลังใจ รับฟังเมื่อเด็กพูดด้วย ให้โอกาสเด็กที่ต้องการพูดคุยกับครู ตอบเมื่อเด็กถาม และยอมรับการช่วยเหลือของเด็ก
4) การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและโรงเรียน
ครูมีบทบาทสำคัญยิ่งในการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ ปกครองกับโรงเรียน ครูจึงควรสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองด้วยการจัดทำป้ายนิเทศซึ่งมีสาระ เกี่ยวกับเด็ก ผู้ปกครอง ชุมชน และโรงเรียน จัดทำจดหมายข่าวถึงผู้ปกครอง กระตุ้นให้ผู้ปกครองแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทางโรงเรียน สนับสนุนให้ผู้ปกครองเยี่ยมชั้นเรียนของบุตรหลาน จัดประชุมสัมมนาระหว่างผู้ปกครองและครู รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้ทำงานอาสาสมัครร่วมกับทางโรงเรียน
แนวทางการจัดสภาพแวดล้อมทั้ง 3 แนวทางดังกล่าวข้างต้นเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับแนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสม กับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ดังที่อรพรรณ บุตรกตัญญู (2542) ได้เรียบเรียงสาระสำคัญที่ทางสมาคมการศึกษาปฐมวัยแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ได้เสนอไว้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ดังนี้
การส่งเสริมบรรยากาศที่ดีสำหรับการเรียนรู้
1) สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็ก ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ และเด็กกับเด็ก และการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
2)พัฒนาความมั่นใจและความรู้สึกที่ดีต่อการเรียนรู้ของเด็กด้วยการจัดกิจกรรม ที่มีความหมายต่อเด็ก ให้เด็กทำงานที่สามารถประสบความสำเร็จ และเพิ่มความท้าทายในความสามารถและพัฒนาการขั้นถัดไป
การส่งเสริมกลุ่มและการตอบสนองความต้องการรายบุคคล
1) ให้ความสำคัญต่อการรู้จักเด็กเป็นรายบุคคลและคิดกิจกรรมจากพื้นฐานความรู้ เกี่ยวกับเด็กเป็นรายบุคคลที่แตกต่างกันด้วยความสามารถและความสนใจ
2) สร้างความรู้สึกของการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของกลุ่มและการมีส่วนร่วมกับประสบการณ์ที่มีความหมายต่อเด็กเป็นรายบุคคล
3) นำวัฒนธรรมและภาษาที่บ้านของเด็กแต่ละคนเข้าไปสู่วัฒนธรรมที่ร่วมกันของโรงเรียน
4) จัดโอกาสในการทำงานและเล่นร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่จัดโดยครูหรือเด็กสร้างเอง และใช้เวลาของกิจกรรมกลุ่มใหญ่ในการสร้างความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
5)เด็กพิเศษมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมทางสังคมและทางสติปัญญาในชั้นเรียน พร้อมกับการอำนวยความสะดวกทางกายภาพที่เหมาะสม และมีการสร้างความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มและการได้รับการยอมรับ
สิ่งแวดล้อมและตารางเวลา
1) วางแผนการจัดประสบการณ์ และจัดสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมการริเริ่มในการเรียนรู้และสำรวจสิ่งต่างๆ ด้วยความสะดวกและเหมาะสมทั้งต่อเด็กและต่อผู้ใหญ่ในการทำกิจกรรมต่างๆ และเหมาะกับบริบททางสังคมวัฒนธรรม และสถานการณ์
2) ดูแลความปลอดภัยของเด็ก และแนะนำเด็กในการทำสิ่งต่างๆ โดยการให้เด็กรับประสบการณ์ที่มีความเสี่ยงเหมาะสมภายขอบเขตที่เด็กสามารถทำได้
3) จัดตารางประจำวันให้มีช่วงเวลาของการทำกิจกรรมและช่วงเวลาของการพักผ่อนที่ สมดุล โดยมีความต่อเนื่องของช่วงเวลาต่างๆ ในการเปลี่ยนกิจกรรมที่เป็นไปอย่างราบรื่นและมีการยืดหยุ่นเวลาในการทำ กิจกรรมต่างๆ
หลักการออกแบบกระบวนการและสื่อการเรียนรู้แบบ Brain-Based Learning
สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2549) ได้เสนอแนะหลักการออกแบบกระบวนการและสื่อการเรียนรู้แบบ Brain-Based Learning เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติไว้ ดังนี้
1. สิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นความสนใจ กระตุ้นการเรียนรู้สี รูปทรง สถาปัตยกรรม สิ่งที่ผู้เรียนออกแบบกันเอง (ไม่ใช่ครูออกแบบให้) เพื่อให้ผู้เรียนรู้สึกมีส่วนร่วมและมีความเป็นเจ้าของ
2. สถานที่สำหรับการเรียนรู้เป็นกลุ่มร่วมกัน ที่ว่างๆ สำหรับรวมกลุ่มเล็ก ซุ้มไม้ โต๊ะที่กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้เป็นกลุ่ม หรือปรับที่ว่างสำหรับกลุ่มให้เป็นห้องนั่งเล่นที่กระตุ้นการมีปฏิสัมพันธ์
3. เชื่อมโยงสถานที่เรียนในห้องกับนอกห้อง บริเวณภายในห้อง-การเคลื่อนไหว กระตุ้นให้สมองส่วนควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อกับสมองส่วนหน้า ให้สมองได้รับอากาศบริสุทธิ์
4. บริเวณเฉลียงทางเชื่อมระหว่างตึกและสถานที่สาธารณะ ทำให้การเรียนรู้ไม่จำกัดอยู่เฉพาะในขอบเขตของห้องเรียน โรงเรียน ทำให้เปิดสมองและการเรียนรู้ให้กว้างขวางเรียนที่ไหนก็ได้
5. ความปลอดภัย ลดความเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะในชุมชนเมือง
6. จัดหาสถานที่หลากหลายที่มีรูปทรง สี แสง ร่อง รู ซอก
7. เปลี่ยนแปลงการจัดแสดงบ่อยๆ เพื่อให้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลง ซึ่งการมีปฏิสัมพันธ์
กับ สิ่งแวดล้อมที่หลากหลายเปลี่ยนแปลงจะกระตุ้นการทำงานของสมองโดยจัดให้มีสถาน ที่ที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นเวที ที่จัดนิทรรศการ ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบต่างๆ ได้ง่าย
8. จัดให้มีวัสดุต่างๆ ที่กระตุ้นการเรียนรู้ พัฒนาการต่างๆของร่างกายมากมายหลากหลาย พร้อมสำหรับนำมาจัดทำสื่อประกอบการเรียนรู้เมื่อเกิดมีความคิดใหม่ๆ โดยให้มีลักษณะบูรณาการ
ไม่แยกส่วนจุดมุ่งหมายหลักคือให้เป็นแหล่งที่ทำ หน้าที่หลากหลาย ระดมความคิดสร้างสรรค์ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ซึ่งกันและกันอย่างอุดม
9. ยืดหยุ่น ยังเป็นองค์ประกอบที่สำคัญและกระตุ้นการเรียนรู้ เพื่อให้เหมาะสมกับสมองที่แตกต่างกันของแต่ละคน และภาวะที่เปลี่ยนแปลงไป
10. สถานที่สงบและสถานที่สำหรับทำกิจกรรม ทุกคนต้องการสถานที่สำหรับสงบ อยู่กับตนเอง เพื่อพัฒนาจิตของตนเอง ขณะเดียวกันก็ต้องการสถานที่ทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นซึ่งจะกระตุ้นพัฒนาการ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์
11. สถานที่ส่วนตัว อยู่บนฐานของแนวคิดที่ว่า สมองแต่ละคนมีความต้องการเฉพาะจึงต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงออกถึง เอกลักษณ์ของตน จัดสถานที่ส่วนตัวของตน และสามารถแสดงความคิดสร้างสรรค์ของตนได้อย่างอิสระ
12. ชุมชน คือ สถานที่สำหรับเรียนรู้ ต้องหาวิธีที่จะใช้ชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ให้มากที่สุด ทำให้โรงเรียนเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่รุ่มรวยสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยใช้เทคโนโลยีการเรียนทางไกล ชุมชน ภาคธุรกิจ บ้าน ต้องนำเข้ามามีส่วนและเป็นทางเลือกในการเรียนรู้
การที่สมองมีความสามารถเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุดนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ การจัดการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาที่เข้าใจการทำงานของสมองจะสามารถกำหนดวิสัยทัศน์ในการบ ริหาร จัดให้ครูที่มีความรู้ ความเข้าใจพัฒนาการเด็ก เป็นผู้จัดการเรียนรู้ให้แก่เด็ก และสนับสนุนให้มีการจัดหลักสูตรที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาสมอง ได้แก่ การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการที่ให้เด็กได้เรียนแบบองค์รวมในขณะเดียวกันก็ ได้เรียนส่วนย่อยไปด้วย จัดโอกาสให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทั้งที่เป็นผู้คน สัตว์ หรือสิ่งของเพื่อให้สมองได้รับข้อมูลใหม่ๆ และเกิดการเชื่อมต่อเส้นประสาทในสมอง ทั้งนี้การเรียนรู้จะต้องมีความท้าทาย มีรูปแบบที่หลากหลายเพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการตามธรรมชาติของเด็กโดยที่ ประสบการณ์ต่างๆที่จัดให้กับเด็กนั้นจะต้องมีความหมายต่อเด็กเป็นรายบุคคล ที่สำคัญ คือ ต้องคำนึงถึง Windows of Opportunity เพื่อให้สามารถส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอย่างเต็มตามศักยภาพ
ครูที่เข้าใจการทำงานของสมองจะสามารถช่วยให้เด็กพัฒนาอย่างเต็มตามศักยภาพ ทั้งในด้านวิธีการจัดการเรียนการสอน การจัดสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่ส่งเสริมการเรียนรู้ จัดกิจกรรมที่มีความหลากหลายทั้งในด้านของสื่อ กิจกรรม ความยากง่าย ฯลฯ เพื่อท้าทายให้เด็กเกิดความสนใจที่จะทดลอง ให้เด็กได้เลือก ได้ลองผิดลองถูก และอยู่ในบรรยากาศที่อบอุ่น ปลอดภัย ไม่สร้างบรรยากาศที่เครียด และทำให้เด็กกลัวเพราะจะไปบั่นทอนศักยภาพการทำงานของสมองของเด็ก
03:30
Jumper
วิธีแก้ปัญหาเด็กปัสสาวะรดที่นอน
เด็กที่มีปัญหาในเรื่องปัสสาวะรดที่นอน ที่เกิดขึ้นเป็นประจำหรือครั้งคราวควรระลึกไว้เสมอว่า ถ้าเด็กมีอายุต่ำกว่า 6 ปี หรือปัสสาวะรดนานๆ ครั้ง เช่น 6 สัปดาห์ต่อ 1 ครั้งไม่ถือเป็นปัญหาไม่มีเหตุผล
ที่จะไปโทษเด็กว่าควบคุมตนเองไม่ได้ เนื่องจากเด็กไม่ได้จงใจ หรือตั้งใจปัสสาวะรดที่นอน พบว่าเมื่อโตขึ้นอาการปัสสาวะรดที่นอนจะค่อยๆ ลดลงและหายได้ มีน้อยรายที่ยังคงมีอยู่เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น
ข้อควรปฏิบัติสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง
1.หลีกเลี่ยงการทะเลาะว่ากล่าว ลงโทษกันในเรื่องนี้เพราะจะทำให้ความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน
เสียไปที่สำคัญอาจทำให้มีอาการบ่อยขึ้นได้
เด็กที่มีปัญหาในเรื่องปัสสาวะรดที่นอน ที่เกิดขึ้นเป็นประจำหรือครั้งคราวควรระลึกไว้เสมอว่า ถ้าเด็กมีอายุต่ำกว่า 6 ปี หรือปัสสาวะรดนานๆ ครั้ง เช่น 6 สัปดาห์ต่อ 1 ครั้งไม่ถือเป็นปัญหาไม่มีเหตุผล
ที่จะไปโทษเด็กว่าควบคุมตนเองไม่ได้ เนื่องจากเด็กไม่ได้จงใจ หรือตั้งใจปัสสาวะรดที่นอน พบว่าเมื่อโตขึ้นอาการปัสสาวะรดที่นอนจะค่อยๆ ลดลงและหายได้ มีน้อยรายที่ยังคงมีอยู่เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น
ข้อควรปฏิบัติสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง
1.หลีกเลี่ยงการทะเลาะว่ากล่าว ลงโทษกันในเรื่องนี้เพราะจะทำให้ความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน
เสียไปที่สำคัญอาจทำให้มีอาการบ่อยขึ้นได้
2.ไม่ลงโทษและไม่ทำให้อายเพราะทำให้คุณค่าในตนเองลดลง
3.งดหรือลดการดื่มน้ำและของเหลวทุกชนิดก่อนเข้านอน หลังจากที่เด็กหลับไป
4.ปลุกเด็กโดยสม่ำเสมอ 2-3 ชั่วโมง
5.ปลุกทุกครั้งต้องให้เด็กรู้สึกตัวตื่นเต็มที่ไม่ใช่อยู่ในสภาพที่งัวเงีย
6.ในเด็กโตที่อายุเกิน 6 ปี ไปแล้วควรฝึกให้เด็กรู้จักจดบันทึกประจำวันเมื่อเด็กปัสสาวะรดที่นอนเพื่อเตือน ตัวเอง จะเป็นการฝึกให้เด็กรับผิดชอบช่วยเหลือตนเองอย่างจริงจัง
7.เมื่อเด็กปัสสาวะรดที่นอนไม่ควรต่อว่าหรือดุด่ารุนแรงกับเด็กแต่ให้เด็กรับผิดชอบโดยทำความสะอาด นำผ้าปูที่นอนไปแช่หรือซักด้วยตนเอง
8.ผู้ปกครองมีความรู้สึกที่ดี และกระตุ้นเด็กในทางดีเสมอ ให้เด็กรู้ว่าเราคาดหวังเขาในทางดี และเชื่อว่าเขาทำได้
9.ในวันที่เด็กไม่ได้ปัสสาวะรดที่นอนให้ รางวัลด้วยการชมเชยที่เขาสามารถควบคุมได้ เพื่อเป็นการกระตุ้นในทางบวก
10. พิจารณาว่าการถ่ายปัสสาวะรดที่นอนเกี่ยวข้องกับความเครียด หรือเป็นมาตั้งแต่วัยเด็กเล็ก
11.ถ้าเป็นเรื่องความเครียดเช่นเด็กเริ่มปัสสาวะรดที่นอนหลังแม่มีน้องใหม่หรือตอนเริ่มเข้าโรงเรียนกรณีเช่นนี้จะต้องจัดการช่วยเหลือเพื่อลดความเครียดให้กับเด็กด้วย
03:00
Jumper
ปัญหาการเรียนในเด็ก
การเรียนเป็นประสบการณ์ที่สำคัญสำหรับชีวิตในวัยเด็ก และเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตในอนาคตของเด็กอย่างมาก
ปัญหาการเรียนมีสาเหตุได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน แยกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
- สาเหตุภายในตัวเด็ก
- สาเหตุภายนอกตัวเด็ก
สาเหตุภายในตัวเด็ก ประกอบด้วย
1. สาเหตุด้านร่างกาย เช่น
1.1 เด็กที่มีการเจริญเติบโตทางสมองช้า เด็กกลุ่มนี้จะมีเชาว์ปัญญาต่ำ ซึ่งสังเกตได้ตั้งแต่เล็กๆ ว่ามีการยิ้ม ชันคอ คว่ำ นั่ง ยืน เดิน และพูดช้ากว่าเด็กอื่น เมื่อเข้าสู่วัยเรียนเด็กอาจเรียนไม่ได้เลย เรียนไม่ทันเพื่อนหรือเรียนได้เฉพาะชั้นต้นๆ แต่จะมีความลำบากขึ้นจนเรียนต่อไปไม่ได้ในชั้นสูงๆ ขึ้นไป ซึ่งมีวิชาเรียนมากขึ้นและบทเรียนยากขึ้น
1.2 เด็กที่มีความผิดปกติทางสมองที่ทำให้มีขีดจำกัดในวิธีการเรียนรู้บางอย่าง เช่น มีความลำบากในการพูด การสะกดคำ การอ่าน การเขียน หรือการคิดคำนวณ ทั้งๆ ที่มีระดับเชาว์ปัญญาอยู่ในเกณฑ์ปกติแต่จะมีผลการเรียนต่ำในด้านที่สัมพันธ์ กับปัญหาดังกล่าว
1.3 เด็กปัญญาเลิศ คือเด็กที่มีเชาว์ปัญญาสูงกว่าปกติมาก มีลักษณะฉลาดเกินวัยมีความคิดสร้างสรรค์ และอาจมีความถนัดเป็นพิเศษทางด้านใดด้านหนึ่ง เช่น ศิลปะ ดนตรี แต่ยังคงเป็นเด็กที่มีความต้องการอื่นๆ เหมือนเด็กทั่วๆไป ปัญหาที่พบมักจะเป็นผลจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่เข้าใจธรรมชาติของเด็กกลุ่มนี้ และไม่สามารถเอื้ออำนวยต่อความต้องการ และความ
สามารถของเด็กได้อย่างเหมาะสม จึงพบปัญหาการปรับตัวได้ เช่น การแยกตัวจากกลุ่มเพื่อน เบื่อหน่ายการเรียนไม่ได้เรียนสิ่งที่ตนสนใจหรือคับข้องใจที่ได้รับการส่ง เสริมแต่เพียงการใช้ความสามารถทางเชาว์ปัญญา แต่ขาดการตอบสนองทางอารมณ์ตามวัย
1.4เด็กที่เป็นโรคซนและสมาธิสั้น ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของสมองบางส่วนคาดว่าอาจเกิดจากสารเคมีในสมองบางส่วน ไม่สมดุล เด็กจะมีอาการสำคัญคือ ซน อยู่ไม่นิ่ง ชอบวิ่ง ปีนป่าย กระโดด มีสมาธิสั้น เหม่อลอย วอกแวกง่าย หุนหัน วู่วาม ลำบากในการคุมตัวเอง
1.5เด็กมีสุขภาพไม่แข็งแรง หรือมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจพิการ โรคไต โรคมะเร็ง หรือมีโรคที่มีผลกระทบต่อสมอง เช่น โรคลมชัก ทำให้เด็กต้องขาดเรียนบ่อยต้องหยุดพักรักษาตัวนาน ทำให้เรียนไม่ทันเพื่อนได้
1.6 เด็กมีความผิดปกติทางสายตา การได้ยิน หรือความพิการ ทำให้เกิดอุปสรรคต่อการเรียน
2. สาเหตุจากลักษณะเฉพาะของเด็ก
เช่น เด็กมีลักษณะสมยอม ขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้
3. สาเหตุด้านอารมณ์จิตใจ
เด็กที่มีปัญหาทางอารมณ์ มักจะมีความกังวล ครุ่นคิด แต่ปัญหาที่ไม่สบายใจ มักจะแสดงอาการดังนี้ เหม่อลอย อ่อนเพลีย เป็นลม กลับมามีปัสสาวะรดที่นอนอีก หรือหงุดหงิด ก้าวร้าวเปลี่ยนไปจากเดิม มีผลให้ความสนใจและสมาธิในการเรียนลดลง เรียนไม่ได้เต็มความสามารถ
สาเหตุภายนอกตัวเด็ก ประกอบด้วย
1. ปัญหาภายในครอบครัว เช่น
- ครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ พ่อแม่แยกกันอยู่ หย่าร้าง ทอดทิ้งเด็ก มีการทะเลาะ หรือใช้ความรุนแรง
มีผลกระทบต่ออารมณ์ และการเรียนรู้ของเด็กได้
- การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม และความคาดหวังของผู้ใหญ่ เช่น การปล่อยปละละเลย ตามใจ หรือบังคับ เข้มงวด ตลอดจนมีความคาดหวังในการเรียนของเด็กมากเกินไป ล้วนก่อให้เกิดปัญหาทางอารมณ์ พฤติกรรมและการเรียนได้
- ปัญหาการเงิน เช่น ครอบครัวที่ต้องการแรงงานจากเด็กเพื่อช่วยหารายได้เข้าครอบครัว
มักจะทำให้เด็กขาดโอกาสได้เรียนอย่างเหมาะสมหรือครอบครัวที่ประสบปัญหาการเงิน
เช่น พ่อหรือแม่ตกงาน ย่อมทำให้เกิดความเครียดในครอบครัว และอาจมีผลกระทบต่อโอกาส
การเรียนของลูกได้
2. ปัญหาโรงเรียน เช่น
- ระบบโรงเรียน มาตรฐานการเรียนการสอนไม่สอดคล้องกัน เช่น อนุบาลมีทั้งแบบ
เตรียมความพร้อมแบบกลางๆ และแบบเร่งรัดหรือความแตกต่างระหว่าง โรงเรียนรัฐบาล
กับเอกชนที่มีชื่อเสียง กับ โรงเรียนเมืองหลวงกับต่างจังหวัด ฯลฯ ล้วนมีผลต่อ วีธีการ บรรยากาศ และโอกาสในการเรียนรู้ของเด็กหรือทัศนคติ และความคาดหวังของพ่อแม่ได้มาก
-ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับครูและเพื่อน จะพบว่าเด็กที่ขาดความสัมพันธ์อันดีกับครู มีการเปลี่ยนครูบ่อย เข้ากับเพื่อนไม่ได้ รังแกเพื่อน หรือถูกเพื่อนข่มขู่ รังแก อาจมีผลกระทบต่อการเรียนได้
การช่วยเหลือ
จะเห็นว่าปัญหาการเรียนเกิดจากหลาย สาเหตุ และอาจต้องการความช่วยเหลือจากหลายฝ่าย เช่น พ่อแม่ ครูหรือทีมแพทย์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของปัญหา โดยพ่อแม่จะมีบทบาทที่สำคัญอย่างมาก ซึ่งสามารถให้ความช่วยเหลือได้ ดังนี้
*ทำความเข้าใจกับปัญหา โดยหาสาเหตุและแก้ไข ให้ตรงจุด ซึ่งอาจขอความช่วยเหลือ
จากครูหรือแพทย์มีความคาดหวังต่อการเรียนของเด็กให้สอดคล้องกับความสามารถที่แท้จริง
ปัญหาการเรียนมีสาเหตุได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน แยกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
- สาเหตุภายในตัวเด็ก
- สาเหตุภายนอกตัวเด็ก
สาเหตุภายในตัวเด็ก ประกอบด้วย
1. สาเหตุด้านร่างกาย เช่น
1.1 เด็กที่มีการเจริญเติบโตทางสมองช้า เด็กกลุ่มนี้จะมีเชาว์ปัญญาต่ำ ซึ่งสังเกตได้ตั้งแต่เล็กๆ ว่ามีการยิ้ม ชันคอ คว่ำ นั่ง ยืน เดิน และพูดช้ากว่าเด็กอื่น เมื่อเข้าสู่วัยเรียนเด็กอาจเรียนไม่ได้เลย เรียนไม่ทันเพื่อนหรือเรียนได้เฉพาะชั้นต้นๆ แต่จะมีความลำบากขึ้นจนเรียนต่อไปไม่ได้ในชั้นสูงๆ ขึ้นไป ซึ่งมีวิชาเรียนมากขึ้นและบทเรียนยากขึ้น
1.2 เด็กที่มีความผิดปกติทางสมองที่ทำให้มีขีดจำกัดในวิธีการเรียนรู้บางอย่าง เช่น มีความลำบากในการพูด การสะกดคำ การอ่าน การเขียน หรือการคิดคำนวณ ทั้งๆ ที่มีระดับเชาว์ปัญญาอยู่ในเกณฑ์ปกติแต่จะมีผลการเรียนต่ำในด้านที่สัมพันธ์ กับปัญหาดังกล่าว
1.3 เด็กปัญญาเลิศ คือเด็กที่มีเชาว์ปัญญาสูงกว่าปกติมาก มีลักษณะฉลาดเกินวัยมีความคิดสร้างสรรค์ และอาจมีความถนัดเป็นพิเศษทางด้านใดด้านหนึ่ง เช่น ศิลปะ ดนตรี แต่ยังคงเป็นเด็กที่มีความต้องการอื่นๆ เหมือนเด็กทั่วๆไป ปัญหาที่พบมักจะเป็นผลจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่เข้าใจธรรมชาติของเด็กกลุ่มนี้ และไม่สามารถเอื้ออำนวยต่อความต้องการ และความ
สามารถของเด็กได้อย่างเหมาะสม จึงพบปัญหาการปรับตัวได้ เช่น การแยกตัวจากกลุ่มเพื่อน เบื่อหน่ายการเรียนไม่ได้เรียนสิ่งที่ตนสนใจหรือคับข้องใจที่ได้รับการส่ง เสริมแต่เพียงการใช้ความสามารถทางเชาว์ปัญญา แต่ขาดการตอบสนองทางอารมณ์ตามวัย
1.4เด็กที่เป็นโรคซนและสมาธิสั้น ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของสมองบางส่วนคาดว่าอาจเกิดจากสารเคมีในสมองบางส่วน ไม่สมดุล เด็กจะมีอาการสำคัญคือ ซน อยู่ไม่นิ่ง ชอบวิ่ง ปีนป่าย กระโดด มีสมาธิสั้น เหม่อลอย วอกแวกง่าย หุนหัน วู่วาม ลำบากในการคุมตัวเอง
1.5เด็กมีสุขภาพไม่แข็งแรง หรือมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจพิการ โรคไต โรคมะเร็ง หรือมีโรคที่มีผลกระทบต่อสมอง เช่น โรคลมชัก ทำให้เด็กต้องขาดเรียนบ่อยต้องหยุดพักรักษาตัวนาน ทำให้เรียนไม่ทันเพื่อนได้
1.6 เด็กมีความผิดปกติทางสายตา การได้ยิน หรือความพิการ ทำให้เกิดอุปสรรคต่อการเรียน
2. สาเหตุจากลักษณะเฉพาะของเด็ก
เช่น เด็กมีลักษณะสมยอม ขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้
3. สาเหตุด้านอารมณ์จิตใจ
เด็กที่มีปัญหาทางอารมณ์ มักจะมีความกังวล ครุ่นคิด แต่ปัญหาที่ไม่สบายใจ มักจะแสดงอาการดังนี้ เหม่อลอย อ่อนเพลีย เป็นลม กลับมามีปัสสาวะรดที่นอนอีก หรือหงุดหงิด ก้าวร้าวเปลี่ยนไปจากเดิม มีผลให้ความสนใจและสมาธิในการเรียนลดลง เรียนไม่ได้เต็มความสามารถ
สาเหตุภายนอกตัวเด็ก ประกอบด้วย
1. ปัญหาภายในครอบครัว เช่น
- ครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ พ่อแม่แยกกันอยู่ หย่าร้าง ทอดทิ้งเด็ก มีการทะเลาะ หรือใช้ความรุนแรง
มีผลกระทบต่ออารมณ์ และการเรียนรู้ของเด็กได้
- การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม และความคาดหวังของผู้ใหญ่ เช่น การปล่อยปละละเลย ตามใจ หรือบังคับ เข้มงวด ตลอดจนมีความคาดหวังในการเรียนของเด็กมากเกินไป ล้วนก่อให้เกิดปัญหาทางอารมณ์ พฤติกรรมและการเรียนได้
- ปัญหาการเงิน เช่น ครอบครัวที่ต้องการแรงงานจากเด็กเพื่อช่วยหารายได้เข้าครอบครัว
มักจะทำให้เด็กขาดโอกาสได้เรียนอย่างเหมาะสมหรือครอบครัวที่ประสบปัญหาการเงิน
เช่น พ่อหรือแม่ตกงาน ย่อมทำให้เกิดความเครียดในครอบครัว และอาจมีผลกระทบต่อโอกาส
การเรียนของลูกได้
2. ปัญหาโรงเรียน เช่น
- ระบบโรงเรียน มาตรฐานการเรียนการสอนไม่สอดคล้องกัน เช่น อนุบาลมีทั้งแบบ
เตรียมความพร้อมแบบกลางๆ และแบบเร่งรัดหรือความแตกต่างระหว่าง โรงเรียนรัฐบาล
กับเอกชนที่มีชื่อเสียง กับ โรงเรียนเมืองหลวงกับต่างจังหวัด ฯลฯ ล้วนมีผลต่อ วีธีการ บรรยากาศ และโอกาสในการเรียนรู้ของเด็กหรือทัศนคติ และความคาดหวังของพ่อแม่ได้มาก
-ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับครูและเพื่อน จะพบว่าเด็กที่ขาดความสัมพันธ์อันดีกับครู มีการเปลี่ยนครูบ่อย เข้ากับเพื่อนไม่ได้ รังแกเพื่อน หรือถูกเพื่อนข่มขู่ รังแก อาจมีผลกระทบต่อการเรียนได้
การช่วยเหลือ
จะเห็นว่าปัญหาการเรียนเกิดจากหลาย สาเหตุ และอาจต้องการความช่วยเหลือจากหลายฝ่าย เช่น พ่อแม่ ครูหรือทีมแพทย์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของปัญหา โดยพ่อแม่จะมีบทบาทที่สำคัญอย่างมาก ซึ่งสามารถให้ความช่วยเหลือได้ ดังนี้
*ทำความเข้าใจกับปัญหา โดยหาสาเหตุและแก้ไข ให้ตรงจุด ซึ่งอาจขอความช่วยเหลือ
จากครูหรือแพทย์มีความคาดหวังต่อการเรียนของเด็กให้สอดคล้องกับความสามารถที่แท้จริง
01:30
Jumper
เด็กก้าวร้าว
ความก้าวร้าวเป็นคนละอย่างกับการกล้าแสดงออกใน ปัจจุบันพ่อแม่กลัวว่าลูกจะเป็นคนไม่กล้าแสดงออกหรือกลัวว่าถ้าห้ามพฤติกรรม ของลูกจะเป็นการชะงักพัฒนาการของเด็ก ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องความก้าวร้าวเป็นพฤติกรรมที่ควรได้รับการ ขัดเกลาแก้ไขจนถึงขั้นปราบปรามเมื่อมีความรุนแรง เพราะเป็นพฤติกรรมที่จะทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนข้าวของเสียหาย สังคมได้รับการกระทบกระเทือน และที่สำคัญเป็นผลเสียกับตัวเองอย่างมาก
การแสดงความก้าวร้าวของเด็ก
หมายถึง พฤติกรรมที่เด็กกำลังละเมิดสิทธิผู้อื่น เป็นการกระทำที่ทำให้เกิดความเสียหายไม่ว่าจะเป็นทางร่างกาย ทรัพย์สินหรือการกระทำให้ผู้อื่นได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจโดยความ ก้าวร้าวนั้นอาจแสดงทางวาจา หรือการกระทำได้ เช่น การพูดหยาบคาย การไม่เคารพผู้อื่น การทุบตี หยิก กัด ผลัก ขว้างปา ทำลายสิ่งของ ฯลฯ และบางครั้งรุนแรงถึงระดับที่เป็นการทารุณกรรมต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จนบาดเจ็บถึงตายได้
ความก้าวร้าวมีสาเหตุหลายประการ
1. สาเหตุจากชีวภาพ
ซึ่งจะถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้บ้าง เช่น พ่อแม่อารมณ์ร้อนดุร้ายภายในครอบครัวมีอารมณ์รุนแรงและปฏิบัติต่อๆกันมาหรือ เด็กบางคนมีลักษณะอารมณ์ฉุนเฉียว โกรธง่าย อาละวาดเก่ง รุนแรงตั้งแต่เล็กๆ มีการศึกษา พบว่าความก้าวร้าวส่วนหนึ่งเกิดจากความบกพร่องทางสมองได้ เช่น เกี่ยวกับฮอร์โมนหรือสารเคมีในสมอง ดังนั้นถ้าพบว่าเด็กมีความก้าวร้าวมากๆ หรือเป็นบ่อยโดยมีสาเหตุที่กระตุ้นน้อยมากควรคำนึงถึงโรคใดโรคหนึ่งที่ทำให้ เด็กเกิดความก้าวร้าวง่ายด้วย เช่น สมาธิบกพร่อง ไฮเปอร์แอคทีฟ ปัญญาอ่อนออทิสติก และสมองพิการ เช่น โรคลมชัก
ความก้าวร้าวเป็นคนละอย่างกับการกล้าแสดงออกใน ปัจจุบันพ่อแม่กลัวว่าลูกจะเป็นคนไม่กล้าแสดงออกหรือกลัวว่าถ้าห้ามพฤติกรรม ของลูกจะเป็นการชะงักพัฒนาการของเด็ก ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องความก้าวร้าวเป็นพฤติกรรมที่ควรได้รับการ ขัดเกลาแก้ไขจนถึงขั้นปราบปรามเมื่อมีความรุนแรง เพราะเป็นพฤติกรรมที่จะทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนข้าวของเสียหาย สังคมได้รับการกระทบกระเทือน และที่สำคัญเป็นผลเสียกับตัวเองอย่างมาก
การแสดงความก้าวร้าวของเด็ก
หมายถึง พฤติกรรมที่เด็กกำลังละเมิดสิทธิผู้อื่น เป็นการกระทำที่ทำให้เกิดความเสียหายไม่ว่าจะเป็นทางร่างกาย ทรัพย์สินหรือการกระทำให้ผู้อื่นได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจโดยความ ก้าวร้าวนั้นอาจแสดงทางวาจา หรือการกระทำได้ เช่น การพูดหยาบคาย การไม่เคารพผู้อื่น การทุบตี หยิก กัด ผลัก ขว้างปา ทำลายสิ่งของ ฯลฯ และบางครั้งรุนแรงถึงระดับที่เป็นการทารุณกรรมต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จนบาดเจ็บถึงตายได้
ความก้าวร้าวมีสาเหตุหลายประการ
1. สาเหตุจากชีวภาพ
ซึ่งจะถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้บ้าง เช่น พ่อแม่อารมณ์ร้อนดุร้ายภายในครอบครัวมีอารมณ์รุนแรงและปฏิบัติต่อๆกันมาหรือ เด็กบางคนมีลักษณะอารมณ์ฉุนเฉียว โกรธง่าย อาละวาดเก่ง รุนแรงตั้งแต่เล็กๆ มีการศึกษา พบว่าความก้าวร้าวส่วนหนึ่งเกิดจากความบกพร่องทางสมองได้ เช่น เกี่ยวกับฮอร์โมนหรือสารเคมีในสมอง ดังนั้นถ้าพบว่าเด็กมีความก้าวร้าวมากๆ หรือเป็นบ่อยโดยมีสาเหตุที่กระตุ้นน้อยมากควรคำนึงถึงโรคใดโรคหนึ่งที่ทำให้ เด็กเกิดความก้าวร้าวง่ายด้วย เช่น สมาธิบกพร่อง ไฮเปอร์แอคทีฟ ปัญญาอ่อนออทิสติก และสมองพิการ เช่น โรคลมชัก
2. สาเหตุจากสภาพจิตใจของเด็กเอง
เด็กที่ไม่มีความสุข มีอารมณ์เศร้า ขี้กังวล ตื่นเต้น ตกใจง่าย เด็กที่มีความคับข้องใจบ่อยๆ มีความกดดันจากสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ เช่น ถูกบังคับมากเกินความสามารถ เด็กบางคนเมื่อรู้สึกว่าตนเองถูกแย่งของ กลัวถูกทอดทิ้ง น้อยใจผู้ใหญ่ ก็จะแสดงความก้าวร้าวออกไปก่อน เช่น ตีน้อง ผลักเพื่อน เด็กบางคนมีความเครียด เช่น เหนื่อย หิว ง่วงนอน ฯลฯ สภาพเหล่านี้จะทำให้เด็กหงุดหงิด แสดงวาจาไม่ไพเราะ เช่น ตวาด พูดเสียงดัง หรือแสดงกิริยาก้าวร้าวอื่นๆได้
3. สาเหตุจากครอบครัวและการเลี้ยงดู
เป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เด็กก้าวร้าวและในทางตรงกันข้ามการเลี้ยง ดูอย่างเหมาะสม สามารถลดความก้าวร้าวในเด็กที่มีสาเหตุความก้าวร้าวจากชีวภาพหรือสภาพทางจิต ใจได้ ง่าย
การเลี้ยงดูที่ทำให้เด็กก้าวร้าวมีหลายรูปแบบ คือ
- การทอดทิ้งไม่เอาใจใส่ดูแล
- การลงโทษเด็กรุนแรง
- การตามใจเด็กและการยอมตามเด็กอยู่เสมอ
- ภายในครอบครัวที่มีลักษณะไม่สงบสุขทะเลาะวิวาทแสดงความก้าวร้าวให้เด็กเห็นอยู่บ่อยๆ
- ภายในครอบครัวมีการยั่วยุอารมณ์เด็ก ชอบแหย่เด็ก
- การเลี้ยงดูที่ไม่สม่ำเสมอสื่อความหมายต่อเด็กไม่ชัดทำให้เด็กสับสนกังวลไม่รู้ผิดถูกแน่นอน
- การขาดระเบียบวินัยในความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน
- การที่เด็กทำผิดแล้วผู้ใหญ่ให้ท้าย
4. สาเหตุจากสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม
เด็กที่ดูภาพยนตร์ โทรทัศน์ วีดีโอ ที่มีเนื้อหาก้าวร้าวต่อสู้อยู่เสมอ จะกระตุ้นให้เด็กมีจิตใจฮึกเหิม ร้อนรน อยากเลียนแบบพฤติกรรมก้าวร้าวและเด็กกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะไม่มีกิจกรรมอื่นที่ เป็นการแสดงออกกำลังเคลื่อนไหว ซึ่งทำให้ขาดทางออกในการคลายเครียด เมื่อถูกเร้าให้เกิดความเครียดก็จะ แสดงออกเป็นพฤติกรรมก้าวร้าวในชีวิตประจำวันได้ง่าย นอกจากนี้ข่าวสารต่างๆ ปัญหาความเครียดในสังคม ท่าทีทัศนคติของเพื่อน ครู ฯลฯ ล้วนมีส่วนให้เกิดความเครียดหรือแบบอย่างของความก้าวร้าวได้เช่นกัน
การช่วยเหลือ แก้ไข และป้องกัน
1. การช่วยเหลือแก้ไขตั้งแต่เริ่มแรกเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันพฤติกรรมก้าวร้าว ดังนี้
1.1 ผู้ใหญ่จะต้องหยุดการกระทำก้าวร้าวทันที เช่น เด็กขว้างปา หรือทุบตี ควรจัดการด้วยวิธีสงบโดยจับมือรวบตัวและบอกสั้นๆว่า ตีไม่ได้ เตะไม่ได้ หรือของนี้ไม่ได้มีไว้ปา โดยผู้ใหญ่ต้องไม่ตอบหรือแสดงท่าทีที่รุนแรงกับเด็ก
เด็กที่ไม่มีความสุข มีอารมณ์เศร้า ขี้กังวล ตื่นเต้น ตกใจง่าย เด็กที่มีความคับข้องใจบ่อยๆ มีความกดดันจากสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ เช่น ถูกบังคับมากเกินความสามารถ เด็กบางคนเมื่อรู้สึกว่าตนเองถูกแย่งของ กลัวถูกทอดทิ้ง น้อยใจผู้ใหญ่ ก็จะแสดงความก้าวร้าวออกไปก่อน เช่น ตีน้อง ผลักเพื่อน เด็กบางคนมีความเครียด เช่น เหนื่อย หิว ง่วงนอน ฯลฯ สภาพเหล่านี้จะทำให้เด็กหงุดหงิด แสดงวาจาไม่ไพเราะ เช่น ตวาด พูดเสียงดัง หรือแสดงกิริยาก้าวร้าวอื่นๆได้
3. สาเหตุจากครอบครัวและการเลี้ยงดู
เป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เด็กก้าวร้าวและในทางตรงกันข้ามการเลี้ยง ดูอย่างเหมาะสม สามารถลดความก้าวร้าวในเด็กที่มีสาเหตุความก้าวร้าวจากชีวภาพหรือสภาพทางจิต ใจได้ ง่าย
การเลี้ยงดูที่ทำให้เด็กก้าวร้าวมีหลายรูปแบบ คือ
- การทอดทิ้งไม่เอาใจใส่ดูแล
- การลงโทษเด็กรุนแรง
- การตามใจเด็กและการยอมตามเด็กอยู่เสมอ
- ภายในครอบครัวที่มีลักษณะไม่สงบสุขทะเลาะวิวาทแสดงความก้าวร้าวให้เด็กเห็นอยู่บ่อยๆ
- ภายในครอบครัวมีการยั่วยุอารมณ์เด็ก ชอบแหย่เด็ก
- การเลี้ยงดูที่ไม่สม่ำเสมอสื่อความหมายต่อเด็กไม่ชัดทำให้เด็กสับสนกังวลไม่รู้ผิดถูกแน่นอน
- การขาดระเบียบวินัยในความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน
- การที่เด็กทำผิดแล้วผู้ใหญ่ให้ท้าย
4. สาเหตุจากสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม
เด็กที่ดูภาพยนตร์ โทรทัศน์ วีดีโอ ที่มีเนื้อหาก้าวร้าวต่อสู้อยู่เสมอ จะกระตุ้นให้เด็กมีจิตใจฮึกเหิม ร้อนรน อยากเลียนแบบพฤติกรรมก้าวร้าวและเด็กกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะไม่มีกิจกรรมอื่นที่ เป็นการแสดงออกกำลังเคลื่อนไหว ซึ่งทำให้ขาดทางออกในการคลายเครียด เมื่อถูกเร้าให้เกิดความเครียดก็จะ แสดงออกเป็นพฤติกรรมก้าวร้าวในชีวิตประจำวันได้ง่าย นอกจากนี้ข่าวสารต่างๆ ปัญหาความเครียดในสังคม ท่าทีทัศนคติของเพื่อน ครู ฯลฯ ล้วนมีส่วนให้เกิดความเครียดหรือแบบอย่างของความก้าวร้าวได้เช่นกัน
การช่วยเหลือ แก้ไข และป้องกัน
1. การช่วยเหลือแก้ไขตั้งแต่เริ่มแรกเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันพฤติกรรมก้าวร้าว ดังนี้
1.1 ผู้ใหญ่จะต้องหยุดการกระทำก้าวร้าวทันที เช่น เด็กขว้างปา หรือทุบตี ควรจัดการด้วยวิธีสงบโดยจับมือรวบตัวและบอกสั้นๆว่า ตีไม่ได้ เตะไม่ได้ หรือของนี้ไม่ได้มีไว้ปา โดยผู้ใหญ่ต้องไม่ตอบหรือแสดงท่าทีที่รุนแรงกับเด็ก
1.2 ขณะนั้นให้ยอมรับความรู้สึกว่าเค้ากำลังโกรธ แต่หยุดยั้งการกระทำ เช่น “แม่รู้หนูโกรธ แต่เราไม่อนุญาตให้ตีกัน และแม่จะไม่ให้น้องทำหนูเช่นกัน”
1.3 แนะนำทางออกอื่นให้ เมื่อโกรธให้บอกผู้ใหญ่ เลิกเล่นกับน้อง, ว่ากล่าวน้องได้แต่ไม่ตีกัน, ถ้าเด็กรู้สึกว่าต้องตีให้เบี่ยงเบนไปตีพื้นหรือหมอนแทน เพื่อไม่ให้ใคร เดือดร้อนการปฏิบัติเช่นนี้เด็กจะเรียนรู้ว่าการก้าวร้าวเป็นสิ่งที่เราไม่ยอมรับ แต่เราเข้าใจความรู้สึกของเขาและมีทางออกอื่นที่เหมาะสม
2. การรับฟังเด็กการเบี่ยงเบนทางออก ให้เด็กมีการกระทำอื่นทดแทน ทั้งนี้เด็กก็ยังมีอาการได้อีกเป็นครั้งคราว เพราะเด็กเล็กยังไม่เข้าใจหมด ยังระงับอารมณ์ไม่ได้เต็มที่ซึ่งผู้ใหญ่ต้องให้เวลาในการเรียน รู้
3.ไม่ควรมีการตกลงหรือต่อรองกันขณะที่ เด็กมีอารมณ์หรือพฤติกรรมก้าวร้าวเพื่อให้เด็กเรียนรู้ว่าผู้ใหญ่จะตอบสนอง ความต้องการของเขาในช่วงที่มีอารมณ์สงบ
4. ผู้ใหญ่ต้องระวังอารมณ์ตนเองไม่ควรใช้อารมณ์โต้ตอบเด็กหรือเอาชนะกัน
5.การลงโทษเด็กควรใช้วิธีอื่นที่ไม่ใช้ ความรุนแรง เช่น การแยกเด็กอยู่ตามลำพังระยะหนึ่ง (ไม่ควรนานเกินไป)โดยมีการสื่อให้เข้าใจว่าเมื่อสงบแล้วจึงมาพูดจากันใหม่ บางครั้งใช้การงดสิทธิบางอย่าง หรือไม่ให้ความสนใจพฤติกรรมนั้น
6. การฝึกฝนเด็กควบคุมอารมณ์ตัวเองที ละน้อย เริ่มได้ตั้งแต่ 3 ขวบ เช่น เมื่อรู้สึกโกรธให้เด็กแยกตัวไปอยู่อย่างสงบสักครู่และผู้ใหญ่ก็ใช้วิธี เดียวกัน
7. การฝึกฝนให้เด็กมีความรับผิดชอบต่อการกระทำไม่เหมาะสมของตนเอง หลังจากสงบอารมณ์แล้ว เช่น ซ่อมแซมหรือชดใช้ของที่ทำเสียหายโดยพิจารณาตามความเหมาะสม
8. ฝึกให้เด็กรู้จักมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมีจิตใจโอบอ้อมอารี
9.การพยายามเข้าใจความคิดความรู้สึกของเด็กและส่งเสริมส่วนดีของเด็กจะช่วยให้เด็กมีความสุข มั่นใจ ผ่อนคลาย
10.หลีกเลี่ยงการตำหนิว่ากล่าวเปรียบ เทียบให้เด็กมีปมด้อยหรือการขู่หรือหลอกให้กลัว ตลอดจนการยั่วยุให้เด็กมีอารมณ์ โกรธ
11. เลี้ยงดูด้วยการฝึกระเบียบวินัยในครอบครัว และผู้ใหญ่เป็นตัวอย่างของความปรองดองเป็นมิตรต่อกัน
ผลกระทบเด็กกับการดูโทรทัศน์
โทรทัศน์ มี อิทธิพลกับเด็กตั้งแต่แรกเริ่มของชีวิตสามารถดึงความสนใจจากเด็กได้มากกว่า สิ่งอื่นๆ ให้ประโยชน์มากมาย ในแง่ของการเรียนรู้ด้วยการสังเกตให้ข้อมูลข่าวสาร กว้างไกล รวดเร็ว และให้ความบันเทิงในรูปแบบต่างๆ การที่โทรทัศน์มีประโยชน์มากมายดังกล่าว ทำให้เรา ให้การต้อนรับโทรทัศน์เข้ามาอย่างใกล้ชิดจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวไป แล้ว โดยลืมคำนึงถึงว่าโทรทัศน์ก็เหมือนเทคโนโลยีทั่วๆไป ซึ่งมีคุณอนันต์หากเราใช้ได้ถูกต้องเหมาะสมและควบคุมได้ แต่จะก่อให้เกิดโทษมหันต์ได้ เช่น หากเราใช้ไม่เป็นและปล่อยให้สิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลเหนือวิถีชีวิตและ การควบคุมของเรา
บ่อยครั้งที่พบว่าพ่อแม่ใช้โทรทัศน์ในการ เลี้ยงดูลูก โดยเข้าใจผิดว่าโทรทัศน์สามารถพัฒนาการพูดของเด็กให้เร็วขึ้น บางคนหวังว่าการให้ลูกดูการ์ตูนภาษาอังกฤษตั้งแต่เล็กๆ จะทำให้ลูกสามารถพูดภาษาอังกฤษได้เร็วและพ่อแม่ที่นิยมเลี้ยงลูก ด้วยโทรทัศน์มักจะพูดเหมือนๆกันว่าลูกสนใจ ดูโทรทัศน์เป็นตั้งแต่อายุก่อน 3 เดือน เพราะพ่อแม่สังเกตว่าเด็กจ้องมองภาพ พร้อมทั้งหยุดการเคลื่อนไหว ทุกอย่างได้นานๆ ดูเหมือนเด็กกำลังสนใจดูโทรทัศน์ แต่จากการศึกษาพบว่า
1. สิ่งที่เด็กสนใจมองจริงๆคือ แสง สี เสียง โดยเฉพาะรายการโฆษณา ซึ่งมีการเปลี่ยนภาพเร็วมากจะดึงดูดความสนใจได้มากที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจ ที่พบว่า เด็กเล็กส่วนใหญ่จะสนใจและจำภาพโฆษณาได้ดีและนั่นก็หมายความว่าในเด็กทารก เด็กไม่เข้าใจความหมายอะไรในโทรทัศน์นอกจาก เป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้นเท่านั้น
2.ในขณะที่เด็กใช้เวลาอยู่ กับโทรทัศน์นั้นพบอัตราการเปล่งเสียงหรือเลียนเสียงน้อยมาก เนื่องจากโทรทัศน์เป็นการสื่อสารเพียงทางเดียว (One-way communication) ซึ่งตามปกติการเรียนรู้ทางภาษาที่ดีนั้นควรเรียนรู้จากการสื่อสาร2ด้าน(Two- way communication) หรือในลักษณะที่มี การโต้ตอบหรือมีปฏิสัมพันธ์กัน
3.การปล่อยเด็กเล็กให้อยู่กับโทรทัศน์นานๆ นอกจากเป็นเหตุให้เด็กต้องทนฟังเสียงที่ไม่อาจ
เข้าใจได้อยู่ข้างเดียวแล้วพบว่า 1 ใน 5 ของกลุ่มนี้ จะยังพูดไม่ได้เมื่อถึงวัยอันควร
4. เด็กที่ใกล้ชิดกับบุคคลที่เป็นแบบอย่างจะมีการเปลี่ยนแปลงด้านพัฒนาการได้มากกว่า
เด็กที่เฝ้าดูโทรทัศน์เป็นแบบอย่าง
โทรทัศน์สามารถก่อให้เกิดผลกระทบต่อพัฒนาการทางด้านอื่น ๆ ดังนี้
1.สามารถ เปลี่ยนแปลงให้เด็กหันไปนิยมวัตถุมากขึ้น เด็กที่ใช้เวลาในการดูโทรทัศน์หลายพันชั่วโมงจะรับเอาการโฆษณาสินค้าทาง โทรทัศน์เข้าไป โดยไม่รู้ตัวหลายบริษัทใช้เด็กเป็นตัวดึงในการโฆษณาขายสินค้าของตน ผู้ผลิตรายการโฆษณามักจะรู้ดีว่าเด็ก เป็นกลุ่มที่ถูกชักจูงง่ายที่สุด
2.ทำให้ความสัมพันธ์กับ ผู้ใหญ่ลดลง ขาดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน สำหรับเด็กเล็ก ความเชื่อผิดๆ ที่ได้รับ จากรายการโทรทัศน์จะมีอิทธิพลมากพอที่จะลบล้าง
ความเชื่่อทั้งหมดที่เคยได้รับจากพ่อแม่ วัยที่เป็นอันตรายอย่างมากคือ ก่อนวัยเรียน เพราะเด็กวัยนี้ยังแยกแยะความจริงไม่ได้และเป็นวัยเลียนแบบด้วย จะสามารถทำลายความสัมพันธ์ยุติลงได้
3.ในครอบครัวที่มีความเครียดสูง เช่น ปัญหาพี่น้องทะเลาะกันบ่อย ผู้ใหญ่มักคิดว่าโทรทัศน์จะช่วยเลี่ยงปัญหานั้นได้ แต่ความเป็นจริงกลับพบว่าหลังจากหยุดดูโทรทัศน์ การทะเลาะก็จะเริ่มขึ้นแทนและ มีความรุนแรงมากขึ้นด้วย
4. ทำให้ขาดโอกาสในการเล่น หรือทำให้ การเล่นลดน้อยลง ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมาก ทั้งนี้เพราะการเล่นเป็นสิ่งสำคัญต่อพัฒนาการด้านการเจริญเติบโตสามารถช่วย ขยายจินตนาการ
ความคิดริเริ่มให้กว้างไกลออกไป อีกทั้งยังช่วยลดความวิตกกังวลลงได้
5.เด็กที่ดูโทรทัศน์มากๆจะแสดงลักษณะของการไม่อยู่นิ่งหรือเหนื่อยล้า ทำให้มีแนวโน้มที่จะเป็นเด็กสมาธิสั้น เนื่องจากได้รับการกระตุ้นจาก แสง สี เสียงมากเกินไป มีผลรบกวนต่อขบวนการด้านความคิดของเด็ก ทำให้ไม่สามารถเก็บข้อมูลหรือนำไปใช้ได้
6.เด็ก ที่ดูโทรทัศน์มากๆจะทำให้กลายเป็นเด็กที่มีลักษณะสมยอมขาดความคิดริเริ่ม ผู้ป่วยที่มาด้วยปัญหาพูดช้าและมีลักษณะคล้ายเด็กออทิสติก มักพบประวัติถูกเลี้ยงดูด้วยโทรทัศน์มาตั้งแต่วัยทารก
7.โทรทัศน์เป็นตัวกระตุ้นผลักดันภายในและอารมณ์ที่มีอยู่ให้ออกมารุนแรงได้ การดูรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับความก้าวร้าวรุนแรงทำให้เด็กพอใจหรือมีการเล่น ที่ก้าวร้าวรุนแรงกว่าเดิม อีกทั้งยังเฉยเมยต่อความรุนแรงที่ประสบในชีวิตจริงได้
การควบคุมการดูโทรทัศน์สำหรับเด็ก
1. ทารกที่อายุไม่ถึง 1 ขวบ ไม่ควรให้ดูโทรทัศน์หรือวีดีโอเลย
2. เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ไม่ควรดูโทรทัศน์ เกิน 7 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (วันละไม่เกิน 1 ชม.)
3. เด็กอายุ 6 ขวบขึ้นไปควรปฏิบัติ ดังนี้
- ช่วยกันวางโปรแกรมในการ จัดตารางรายการที่เด็กชอบ
- ให้เด็กเขียนรายการที่ต้องการ ดูในแต่ละวัน
- ให้เวลา 1 ชม. ต่อวันในการ ดูโทรทัศน์ในวันไปโรงเรียน
- ให้เวลา 2 ชม. ต่อวันในการ ดูโทรทัศน์ในวันหยุด
- ถ้าเด็กดูรายการพิเศษติดกัน 2 ชม. ในวันไปโรงเรียนต้องงดดูคืนถัดไป
4.ไม่ควรอนุญาตให้มีโทรทัศน์ในห้องนอนการควบคุมควรกระทำอย่างจริงจัง
จะสามารถบรรลุตามเป้าหมายเด็กเล็กก่อนวัยเรียนพ่อแม่มีบทบาทสำคัญมาก จะเป็นแบบอย่างสำหรับเด็กสำหรับ การทำงานการอยู่ร่วมกัน หรือมีเวลาสงบเงียบสำหรับ การพักผ่อน เพื่อให้ครอบครัวที่มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
เทคนิคการฝึกแยกเด็กอยู่ตามลำพัง
ในการอบรมเลี้ยงดูเด็ก พบว่าพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของเด็กสามารถแก้ไขได้ เมื่อนำเอาหลักของ การให้รางวัล หรือตัวเสริมแรงมาใช้ เพื่อให้ได้พฤติกรรมที่เหมาะสม และเป็นที่ยอมรับของพ่อแม่ ขณะเดียวกันก็สามารถยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมด้วยการถอดถอนสิ่งที่พอใจ ออก ทำให้พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์นั้นหยุดลงได้
ในชีวิตประจำวันขณะที่เด็กอยู่ร่วมกับพ่อแม่ ช่วงเวลาที่มีความสุขคือ การที่เด็กได้รับความพึงพอใจจากพ่อแม่ไม่ว่าจะเป็นการชมเชยกอดรัดสัมผัส โอบกอดหรือเวลาที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ขณะแม่เล่านิทานนั่งเล่นด้วยกัน พ่อแม่ที่มีเวลาให้กับเด็กก็เปรียบเสมือนการให้แรงเสริม ซึ่งเป็นตัวกระตุ้น ให้เด็กพร้อมที่จะปฏิบัติตามพ่อแม่ หากเด็กประพฤติตรงกันข้าม เช่น เกเร ก้าวร้าว ดื้อดึง ไม่เชื่อฟัง พ่อแม่ก็มีสิทธิที่จะถอดถอนสิ่งที่เด็กพึงพอใจออก เพื่อเป็นการปรับพฤติกรรมของเด็กให้กลับมาเป็นที่ยอมรับดังเดิม
มีเทคนิคต่างๆ มากมายที่ใช้เพื่อยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องใช้ ความรุนแรง เช่น การดุด่า ทุบตี ฯลฯ สามารถนำมาแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวันและได้ผลดีในเด็ก ก่อนวัยเรียน โดยเฉพาะวิธีการ แยกอยู่ลำพัง ใช้ได้ดี กับเด็กที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ เช่น ก่อกวน รบกวนสิทธิของผู้อื่นเด็กเล็กอาจให้นั่งบนเก้าอี้หรือ มุมสงบมุมใดมุมหนึ่งของบ้าน การใช้เวลามากน้อย แค่ไหนขึ้นอยู่กับอายุเด็ก
การเริ่มใช้วิธีแยกอยู่ลำพัง
เมื่อพ่อแม่ตกลงใจที่จะแก้ไขพฤติกรรมของลูก ตัวอย่างเช่น ปัญหาการก่อกวนของลูกที่มีแขกมาที่บ้าน พ่อแม่เคยแก้ปัญหาด้วยการยอมตามเพื่อตัดความรำคาญ แต่ยิ่งทำให้ลูกเรียกร้องมากขึ้น พ่อแม่ควรเริ่มใช้วิธีเตือนลูกล่วงหน้า ดังนี้
1.ให้ลูกรู้ว่าควรปฏิบัติ ตัวอย่างไร ในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น เช่นบอกลูกว่า “ ถ้าลูก จะนั่งฟังพ่อแม่คุยกับคุณลุงลูกไม่ควรพูดแทรกขณะที่ผู้ใหญ่พูด”
2.บอกให้ลูกรู้ว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร “หากลูกยังควบคุมตนเองไม่ได้ พ่อคงอนุญาตให้ลูก อยู่ร่วมกับเราที่นี่ไม่ได้ ลูกต้องกลับไปอยู่ในห้องลูก” โดยวิธีนี้จะทำให้เด็กเรียนรู้ว่าเขามีโอกาสอยู่ 2 ทาง คือยอมปฏิบัติตามหรือถูกแยกออกไป
ระยะแรกที่เริ่มปฏิบัติเด็กส่วนใหญ่ยังไม่สามารถควบคุมตนเองได้และอาจต้อง การการทดสอบความจริงจังในคำพูดของพ่อแม่ ดังนั้นเด็กจะยังคงแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อไป พ่อแม่ จึงควรจัดการควบคุมเด็กอย่างจริงจัง มีหลักการดังนี้
ขั้นตอนในการเตรียมการ
1. จัดเตรียมนาฬิกาจับเวลา
2.เลือกสถานที่ เก้าอี้ หรือมุมใดมุมหนึ่งของห้องต้องไม่ใช่ที่ที่เด็กจะสามารถดูทีวีได้ หรือเล่นของเล่นได้ไม่ควรเป็นห้องมืดๆ ที่ดูน่ากลัวหรืออันตราย เพราะวัตถุประสงค์ในการแยกเด็กเพื่อให้สงบ แต่ไม่ใช่ทำให้เกิดความกลัว
3. ใช้เวลา 1 นาที ต่อเด็กอายุ 1 ปี เช่น เด็ก 2 ขวบ ใช้เวลา 2 นาที , 3 ขวบ ใช้เวลา 3 นาที , 5 ขวบ ใช้เวลา 5 นาที, หลัง 5 ขวบไปแล้วยังคงเวลาต่ำสุดไว้ที่ 5 นาที ถ้าเด็ก ส่งเสียงกรีดร้องคร่ำครวญ ก็ให้จับเวลาใหม่
4.หลังจากที่เด็กเงียบสงบ ได้แล้ว และเสียงนาฬิกาดังขึ้นให้เดินเข้าไปหาเด็กและโอบกอดเด็กไว้พูดสั้นๆว่า “ลุกขึ้นได้แล้ว” ท่าทีควรนุ่มนวลโอบกอดเด็กไว้ประมาณ 1 วินาที ก่อนจะปล่อยมือเพื่อให้เขารู้ว่าทุกอย่างเรียบร้อยไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ทั้งสิ้น
5.เมื่อการแยกอยู่ลำพัง สิ้นสุดลงให้ปฏิบัติกับเด็กเหมือนปกติทุกอย่าง ไม่ควรเอ่ยถึงสิ่งที่เด็กกระทำ จูงมือเด็กพาออกไปจากบริเวณนั้น และหากิจกรรมอื่นให้ทำ เพื่อเปลี่ยนความสนใจไปเรื่องอื่น
ทำอย่างไรจึงจะได้ผลตรงเป้าหมาย
1.ควรมีการเตือนล่วงหน้าก่อนใช้วิธีนี้ เพื่อให้เด็กรู้ว่าถ้าเขายังคงประพฤติไม่เหมาะสมต่อไปจะต้องได้รับการแก้ไข
2.ผู้ใหญ่ทุกคนในบ้านที่มีบทบาทกับการจัดการเด็ก ควรใช้วิธีเดียวกันโดยตกลงว่าพฤติกรรมแบบไหนต้องใช้วิธีแยกอยู่ลำพัง
3.เพื่อให้วิธีที่ใช้ได้ผล ควรจัดหาเวลาพิเศษให้กับเด็กให้เป็นเวลาที่สนุกสนานมีความสุขกัน เพราะเด็กที่ไม่ได้รับความสนใจจากพ่อแม่บางคนอาจพอใจกับการแยกอยู่ลำพัง มากกว่า
4. เด็กอาจแสดงท่าทีไม่เดือดร้อนต่อการ ถูกแยก อาจดูเป็นเรื่องสนุกทำให้พ่อแม่รู้สึกว่าใช้วิธีนี้ ไม่ได้ผล ควรกลับมาพิจารณาใหม่ว่าที่ผ่านมาใช้วิธีนี้มากหรือน้อยเกินไปเหมาะสมหรือ ไม่
5. เมื่อเริ่มต้นใช้วิธีนี้ใหม่ๆ เด็กอาจรู้สึกเหมือนเป็นการเล่นเกมส์ อาจหัวเราะขำขันในขณะถูกจับแยกลำพัง ซึ่งจะทำให้พ่อแม่หงุดหงิดได้ง่าย ฉะนั้นการใช้วิธีเพิกเฉยขณะนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก
6. จัดสถานที่ควรให้ห่างจากโทรทัศน์ วิทยุ ของเล่น หน้าต่างและผู้คน ควรต้องอยู่ลำพัง
7. เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กพร้อมที่จะยอมรับเกณฑ์ ควรบอกให้รู้ล่วงหน้ามิฉะนั้นเด็กจะไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องถูกจับแยก
8. วิธีแยกอยู่ลำพังใช้ได้ดี ทั้งในพฤติกรรม ที่เป็นปัญหามากและน้อย พ่อแม่ไม่ควรหวั่นไหวและควรกระทำสม่ำเสมอ
9. ควรทบทวนวิธีการให้มั่นใจก่อนปฏิบัติจริงการฝึกวินัยจะได้ผลดีหากพ่อแม่มีเวลาพิเศษให้กับลูก
จากการปฏิบัติที่มั่นคงสม่ำเสมอเอาจริงและปราศจากการใช้อารมณ์ แม้จะเป็นเรื่องยากในการที่ พ่อแม่ต้องใช้ความอดทนเพื่อที่จะเข้าใจและสนองตอบความต้องการของลูกได้อย่าง ถูกทาง แต่ผลที่ตามมา จากการที่ลูกประพฤติเหมาะสมและเป็นที่ยอมรับ จะเป็นแรงเสริมให้พ่อแม่พร้อมที่จะร่วมมือและแก้ไขต่อไป
00:30
Jumper
เด็กกับการเล่น
สอนอย่างไรให้ลูกรู้จักเล่น
เด็กที่ไม่เคยเล่นกับคนอื่น เพราะเป็นลูกคนเดียวอาจพอใจที่จะเล่นกับผู้ใหญ่ และไม่ยอม
สัมพันธ์กับเด็กอื่น เนื่องจากพอใจกับการได้รับความสนใจจากผู้ใหญ่ ทั้งแง่คำชม การกอดรัด
และสัมผัสต่าง ๆ จึงทำให้ยากต่อการสอนให้เด็กไปสนใจเล่นกับเด็กอื่น แต่ผู้ใหญ่จะต้องพยายามฝึกสอน
การเล่น
เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเด็กช่วยให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ รู้จักพลิกแพลง
ทำให้เกิดความสมดุลและเรียนรู้ว่าควรจะแสดงอย่างไร ถ้าจะต้องกระทบกระทั่งกับผู้อื่น
การเล่นสามารถดึงเด็กไว้ได้นานสามารถขยายจินตนาการให้กว้างไกลออกไป ขณะเด็กเล่นมองดูเหมือนเด็กวุ่นอยู่กับงานและมีความสุขไม่ต้องการความสนใจจากใครทั้งสิ้น
พ่อแม่สามารถมีเวลาเป็นของตนเอง เด็กบางคนที่ขาดทักษะด้านนี้ เพราะไม่เคยเรียนรู้วิธีการเล่น
จึงจำเป็นที่จะต้องให้เด็กสามารถเรียนรู้เพื่อที่เขาจะต้องรู้จักใช้ชีวิตเหมือนเด็กคนอื่น ๆ
เด็กเล็กส่วนใหญ่จะเล่นอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าขวบปีที่สองที่เริ่มเข้าหา ผู้อื่น อายุระหว่าง 2-3 ปี เริ่มต้นการตอบสนองการเล่นกับผู้อื่นและเริ่มเล่นด้วยกันมากขึ้น เด็กโตเรียนรู้การทำสิ่งต่าง ๆ ร่วมกับผู้อื่นโดยผ่านการเล่นเรียนรู้การให้การเป็นผู้นำและผู้ตามเรียนความ เป็นมิตรและแก้ไขปัญหา
ด้วยตนเองในขณะที่เล่น
สอนอย่างไรให้ลูกรู้จักเล่น
เด็กที่ไม่เคยเล่นกับคนอื่น เพราะเป็นลูกคนเดียวอาจพอใจที่จะเล่นกับผู้ใหญ่ และไม่ยอม
สัมพันธ์กับเด็กอื่น เนื่องจากพอใจกับการได้รับความสนใจจากผู้ใหญ่ ทั้งแง่คำชม การกอดรัด
และสัมผัสต่าง ๆ จึงทำให้ยากต่อการสอนให้เด็กไปสนใจเล่นกับเด็กอื่น แต่ผู้ใหญ่จะต้องพยายามฝึกสอน
การเริ่มต้นสอนให้เด็กรู้จักการเล่นกับผู้อื่นควรเริ่มต้นจากญาติพี่น้องหรือเพื่อนบ้านวัยใกล้เคียงกัน
หาของเล่นที่เหมาะสม เช่น ไม้กระดก เกมต่าง ๆ ซึ่งต้องการผู้เล่นมากกว่า 1 คน เช่น งูไต่บันได เกมบอล ฯลฯ แต่จะต้องเป็นของเล่นที่สามารถทำให้เด็กสนุกสนานได้เต็มที่ และจากจุดนี้จึงค่อย ๆ นำไปสู่การเล่นเป็นกลุ่มมากขึ้น การช่วยกันต่อภาพโดยแบ่งชิ้นส่วนให้เด็กคนละครึ่งส่วนทำให้เด็กสนุกกับการ ช่วยกันต่อภาพมากกว่าจะสนใจว่าต้องมีคน 2 คนช่วยกัน
เด็กที่ไม่เคยสัมพันธ์กับผู้อื่น มาก่อนไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็กด้วยกัน ถ้าเราต้องการสอนให้เด็กเล่น ควรเริ่มจากการเล่นง่ายๆ เช่น การล้อลูกบอลไปมาระหว่างกัน การนั่งโยกไม้กระดกกับคนอื่นที่นั่งอยู่คนละด้าน การเล่นประเภทนี้มักประกอบด้วยความร่วมมือกัน 2 คน โดยมีเด็กเป็นผู้ช่วย การที่เด็กเกิดความสนุกสนานในการเล่นจะเป็นแรงเสริมกระตุ้นให้เด็กอยากเล่น ต่อไป ถ้าหากการเล่นสามารถดำเนินต่อไปได้การสัมพันธ์กับคนอื่นก็จะดำเนินควบคู่ไป ด้วย
เลือกของเล่นอย่างไร
การ เลือกของเล่นให้เด็กเป็นสิ่งสำคัญ ควรคำนึงถึงระดับอายุและความชอบของเด็ก ของเล่นบางชนิดอาจเหมาะสมกับเด็กคนหนึ่งแต่อาจจะไม่เหมาะกับเด็กอีกคนหนึ่ง เด็กส่วนใหญ่จะไม่สนใจของเล่นที่ยากเกินไป ฉะนั้นการเลือกของเล่นจึงควรเริ่มต้นจากการเล่นง่ายๆ ค่อยเปลี่ยนเป็นยากขึ้น โดยไม่ทำให้เด็กรู้สึกขาดความมั่นใจ พ่อแม่ส่วนใหญ่มักจะซื้อของเล่นที่ยากเกินไปสำหรับเด็กที่เริ่มเล่น ซึ่งทำให้เด็กตื่นเต้นในของใหม่ได้ไม่นาน ดีที่สุดควรเลือกต่ำกว่าอายุเล็กน้อย
การเล่นพัฒนาเด็กได้จริงหรือ?
ใน ขณะที่เด็กเล่น เด็กจะต้องผ่านการรับรู้ข้อมูลต่าง ๆ อาทิเช่น สิ่งที่อยู่รอบตัวเด็ก เช่น การเอาแท่งไม้ชนิดใดๆ จะสร้างรูปแบบอย่างไร จะต้องเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด ทำอย่างไรจึงจะควบคุมให้มือเคลื่อนไหวได้เบาสุด เพื่อหอคอยจะได้ไม่ล้มทลายลงมา การเคลื่อนไหวสายตาไปทางซ้ายหรือขวาจะสามารถบอกให้เด็กรู้ว่าเขาควรจะวาง แท่งไม้อย่างไรจึงจะสมดุลเพื่อให้ได้หอคอยที่สูงที่สุด ถ้าวางไม่ตรงจะเกิดอะไรขึ้น หรือถ้าดึงเอาก้อนไม้ที่อยู่ชั้นล่างสุดออกมาจากหอคอยจะเป็นอย่างไร แต่ละขั้นล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาทักษะในหลายๆ ด้าน และเป็นพื้นฐานเพื่อก้าวสู่วัยเรียนเวลาต่อมา
เนื่องจากการเล่นเป็นส่วนหนึ่งของ พัฒนาการในเด็ก ผู้ใหญ่จึงควรให้ความสำคัญในเรื่องนี้ด้วย การสอนให้เด็กรู้จักเล่น นอกจากช่วยให้เด็กสนุกสนานกับการเล่นแล้วยังช่วยในการพัฒนาภาษาทำให้เด็ก รู้จักใช้จินตนาการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนการเรียนรู้การสัมพันธ์กับผู้อื่น นอกเหนือจากบุคคลในครอบครัว เป็นการเสริมสร้างทักษะทางสังคมซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการใช้ชีวิตร่วมกัน เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาการปรับตัว ซึ่งอาจเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า
02:59
Jumper
การสอนแบบโครงการ (Project Approach)
การสอนแบบโครงการ (Project Approach) เป็นการศึกษาอย่างลงลึกในหัวเรื่องใดหัวเรื่องหนึ่ง โดยเด็กเป็นรายบุคคล เป็นกลุ่ม หรือทั้งชั้นเรียน เป็นวิธีสอนที่เหมาะสำหรับเด็กทั้งในระยะปฐมวัยจนกระทั่งชั้นประถมศึกษา
การสอนแบบโครงการเป็นวิธีที่มีโครงสร้างที่ซับซ้อน แต่ก็มีความยืดหยุ่น ครูที่ใช้การสอนแบบนี้ได้อย่างเหมาะสม เด็กจะมีแรงจูงใจ และมีส่วนร่วมในการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น ทั้งนี้ โครงสร้างของการสอนแบบโครงการมีดังต่อไปนี้
1. การอภิปรายกลุ่ม (Group Discussion) ในการจัดการเรียนการสอนแบบโครงการ ครูสามารถแนะนำการเรียนรู้ให้แก่เด็ก ช่วยให้เด็กได้แลกเปลี่ยนสิ่งที่ตนทำกับเพื่อน การที่เด็กได้สนทนาร่วมกันทั้งเป็นกลุ่มย่อยและทั้งชั้นเรียนเกี่ยวกับหัว ข้อที่เด็กสนใจ ทำให้เด็กมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
เด็กปฐมวัยจะเรียนรู้ได้ดีหากได้สนทนาร่วมกับเพื่อนและครูเป็นกลุ่มย่อย ในบริบทที่เกิดกิจกรรมการเรียนรู้ หรือการสำรวจจริงๆ ครูสามารถแนะนำสิ่งต่างๆ ที่ช่วยให้เด็กคิดและสร้างความรู้ได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เด็กแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนในกลุ่ม ใหญ่ด้วย
2. การทำงานภาคสนาม (Field Work) การทำงานภาคสนามในที่นี้ครูควรคิดถึงประสบการณ์ตรงที่เด็กจะได้รับจากการไป ศึกษานอกสถานที่ ซึ่งจะแตกต่างจากการพาเด็กไปทัศนศึกษา การทำงานภาคสนามของเด็กไม่จำเป็นต้องพาเด็กไปนอกสถานที่เสมอไป อาจเป็นการสำรวจสิ่งปลูกสร้าง หรือสนามของโรงเรียน การสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ ในโรงเรียน การวัด การทำแผนที่ ฯลฯ
หากต้องการให้เด็กมีประสบการณ์ภาค สนามนอกโรงเรียนอาจเลือกพาเด็กไปสำรวจบริเวณใกล้ๆ โรงเรียน เช่น ร้านค้า ถนน ป้ายต่างๆ บ้าน สนาม อาคาร โบราณสถาน สถานีขนส่ง ฯลฯ ทั้งนี้อาจจัดให้เด็กได้พูดคุยกับบุคคลซึ่งเป็นภูมิปัญญาในเรื่องนั้น ได้สังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ ได้ใช้บริการสาธารณะ ฯลฯ
การทำงานภาคสนามจะช่วยให้เด็กสร้างความรู้ใหม่จากประสบการณ์ตรง และเกิดการเชื่อมโยงกับสิ่งที่เด็กเรียนรู้ในห้องเรียน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เด็กเข้าใจโลกมากยิ่งขึ้น และช่วยให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิในการตอบ ปัญหาต่างๆ ด้วย
3. การนำเสนอประสบการณ์ (Representation) การนำเสนอประสบการณ์ช่วยให้เด็กได้ทบทวนและจัดระบบประสบการณ์ของตน สิ่งที่นำเสนออาจมาจากการอภิปรายแลกเปลี่ยนประสบการณ์เดิมเกี่ยวกับหัวข้อ ที่สนใจศึกษา การกำหนดคำถามที่จะนำไปสู่การสืบค้น การแสดงสิ่งที่เด็กๆ ได้เรียนรู้ เด็กๆ สามารถนำเสนอประสบการณ์ที่ตนเรียนรู้ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การวาดภาพ การเขียน การใช้สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ การเล่นบทบาทสมมติ การสร้างแบบจำลองต่างๆ ฯลฯ
เด็กจะมีโอกาสทบทวนข้อมูลที่รวบรวมจากการทำงานภาคสนาม เลือกวิธีการนำเสนอที่ทำให้เพื่อน ครู หรือพ่อแม่เข้าใจ เป็นโอกาสที่เด็กจะได้เชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิมด้วยความเข้าใจ อย่างแท้จริง
4. การสืบค้น (Investigation) การสืบค้นในการจัดการเรียนการสอนแบบโครงการสามารถใช้แหล่งข้อมูลที่หลากหลาย ตามเรื่องที่เด็กสนใจ เพื่อค้นหาคำตอบของคำถามที่ตั้งไว้ เด็กๆ อาจใช้วิธีการสัมภาษณ์พ่อแม่ บุคคลในครอบครัว หรือบุคคลอื่นๆ ในขณะที่ไปทำงานภาคสนาม สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ ที่ครูเชิญมาที่ห้องเรียน สังเกตและสำรวจวัตถุสิ่งของ วาดภาพโครงร่าง ใช้แว่นขยายส่องดูใกล้ๆ สัมผัสพื้นผิวต่างๆ และอาจเป็นการค้นหาคำตอบจากหนังสือในห้องเรียนหรือห้องสมุดก็ได้เช่นกัน
5. การจัดแสดง (Display) ผลงานของเด็กทั้งที่เป็นงานรายบุคคล หรืองานกลุ่มซึ่งสามารถนำมาจัดแสดงไว้ตลอดทุกระยะของการดำเนินการตามโครงการ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดหรือความรู้ให้เด็กทั้งชั้นเรียนได้เรียน รู้ การจัดแสดงช่วยให้เด็กและครูมีโอกาสบอกเล่าเรื่องราวของโครงการให้ผู้ที่มา เยี่ยมเยือนรับรู้ด้วย
โครงสร้างดังกล่าวข้างต้นทั้งการอภิปรายกลุ่ม การทำงานภาคสนาม การนำเสนอประสบการณ์ การสืบค้น และการจัดแสดงจะอยู่ในระยะต่างๆ ของโครงการซึ่งมี 3 ระยะ ได้แก่
ระยะที่ 1 ทบทวนความรู้เดิมและความสนใจของเด็ก
ระยะที่ 2 ให้เด็กมีประสบการณ์ใหม่ และมีโอกาสสืบค้นเพื่อหาคำตอบ
ระยะที่ 3 ประเมิน สะท้อนความคิด และแลกเปลี่ยนงานโครงการ
.
การสอนแบบโครงการ (Project Approach) เป็นการศึกษาอย่างลงลึกในหัวเรื่องใดหัวเรื่องหนึ่ง โดยเด็กเป็นรายบุคคล เป็นกลุ่ม หรือทั้งชั้นเรียน เป็นวิธีสอนที่เหมาะสำหรับเด็กทั้งในระยะปฐมวัยจนกระทั่งชั้นประถมศึกษา
การสอนแบบโครงการเป็นวิธีที่มีโครงสร้างที่ซับซ้อน แต่ก็มีความยืดหยุ่น ครูที่ใช้การสอนแบบนี้ได้อย่างเหมาะสม เด็กจะมีแรงจูงใจ และมีส่วนร่วมในการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น ทั้งนี้ โครงสร้างของการสอนแบบโครงการมีดังต่อไปนี้
1. การอภิปรายกลุ่ม (Group Discussion) ในการจัดการเรียนการสอนแบบโครงการ ครูสามารถแนะนำการเรียนรู้ให้แก่เด็ก ช่วยให้เด็กได้แลกเปลี่ยนสิ่งที่ตนทำกับเพื่อน การที่เด็กได้สนทนาร่วมกันทั้งเป็นกลุ่มย่อยและทั้งชั้นเรียนเกี่ยวกับหัว ข้อที่เด็กสนใจ ทำให้เด็กมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
เด็กปฐมวัยจะเรียนรู้ได้ดีหากได้สนทนาร่วมกับเพื่อนและครูเป็นกลุ่มย่อย ในบริบทที่เกิดกิจกรรมการเรียนรู้ หรือการสำรวจจริงๆ ครูสามารถแนะนำสิ่งต่างๆ ที่ช่วยให้เด็กคิดและสร้างความรู้ได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เด็กแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนในกลุ่ม ใหญ่ด้วย
2. การทำงานภาคสนาม (Field Work) การทำงานภาคสนามในที่นี้ครูควรคิดถึงประสบการณ์ตรงที่เด็กจะได้รับจากการไป ศึกษานอกสถานที่ ซึ่งจะแตกต่างจากการพาเด็กไปทัศนศึกษา การทำงานภาคสนามของเด็กไม่จำเป็นต้องพาเด็กไปนอกสถานที่เสมอไป อาจเป็นการสำรวจสิ่งปลูกสร้าง หรือสนามของโรงเรียน การสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ ในโรงเรียน การวัด การทำแผนที่ ฯลฯ
หากต้องการให้เด็กมีประสบการณ์ภาค สนามนอกโรงเรียนอาจเลือกพาเด็กไปสำรวจบริเวณใกล้ๆ โรงเรียน เช่น ร้านค้า ถนน ป้ายต่างๆ บ้าน สนาม อาคาร โบราณสถาน สถานีขนส่ง ฯลฯ ทั้งนี้อาจจัดให้เด็กได้พูดคุยกับบุคคลซึ่งเป็นภูมิปัญญาในเรื่องนั้น ได้สังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ ได้ใช้บริการสาธารณะ ฯลฯ
การทำงานภาคสนามจะช่วยให้เด็กสร้างความรู้ใหม่จากประสบการณ์ตรง และเกิดการเชื่อมโยงกับสิ่งที่เด็กเรียนรู้ในห้องเรียน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เด็กเข้าใจโลกมากยิ่งขึ้น และช่วยให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิในการตอบ ปัญหาต่างๆ ด้วย
3. การนำเสนอประสบการณ์ (Representation) การนำเสนอประสบการณ์ช่วยให้เด็กได้ทบทวนและจัดระบบประสบการณ์ของตน สิ่งที่นำเสนออาจมาจากการอภิปรายแลกเปลี่ยนประสบการณ์เดิมเกี่ยวกับหัวข้อ ที่สนใจศึกษา การกำหนดคำถามที่จะนำไปสู่การสืบค้น การแสดงสิ่งที่เด็กๆ ได้เรียนรู้ เด็กๆ สามารถนำเสนอประสบการณ์ที่ตนเรียนรู้ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การวาดภาพ การเขียน การใช้สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ การเล่นบทบาทสมมติ การสร้างแบบจำลองต่างๆ ฯลฯ
เด็กจะมีโอกาสทบทวนข้อมูลที่รวบรวมจากการทำงานภาคสนาม เลือกวิธีการนำเสนอที่ทำให้เพื่อน ครู หรือพ่อแม่เข้าใจ เป็นโอกาสที่เด็กจะได้เชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิมด้วยความเข้าใจ อย่างแท้จริง
4. การสืบค้น (Investigation) การสืบค้นในการจัดการเรียนการสอนแบบโครงการสามารถใช้แหล่งข้อมูลที่หลากหลาย ตามเรื่องที่เด็กสนใจ เพื่อค้นหาคำตอบของคำถามที่ตั้งไว้ เด็กๆ อาจใช้วิธีการสัมภาษณ์พ่อแม่ บุคคลในครอบครัว หรือบุคคลอื่นๆ ในขณะที่ไปทำงานภาคสนาม สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ ที่ครูเชิญมาที่ห้องเรียน สังเกตและสำรวจวัตถุสิ่งของ วาดภาพโครงร่าง ใช้แว่นขยายส่องดูใกล้ๆ สัมผัสพื้นผิวต่างๆ และอาจเป็นการค้นหาคำตอบจากหนังสือในห้องเรียนหรือห้องสมุดก็ได้เช่นกัน
5. การจัดแสดง (Display) ผลงานของเด็กทั้งที่เป็นงานรายบุคคล หรืองานกลุ่มซึ่งสามารถนำมาจัดแสดงไว้ตลอดทุกระยะของการดำเนินการตามโครงการ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดหรือความรู้ให้เด็กทั้งชั้นเรียนได้เรียน รู้ การจัดแสดงช่วยให้เด็กและครูมีโอกาสบอกเล่าเรื่องราวของโครงการให้ผู้ที่มา เยี่ยมเยือนรับรู้ด้วย
โครงสร้างดังกล่าวข้างต้นทั้งการอภิปรายกลุ่ม การทำงานภาคสนาม การนำเสนอประสบการณ์ การสืบค้น และการจัดแสดงจะอยู่ในระยะต่างๆ ของโครงการซึ่งมี 3 ระยะ ได้แก่
ระยะที่ 1 ทบทวนความรู้เดิมและความสนใจของเด็ก
ระยะที่ 2 ให้เด็กมีประสบการณ์ใหม่ และมีโอกาสสืบค้นเพื่อหาคำตอบ
ระยะที่ 3 ประเมิน สะท้อนความคิด และแลกเปลี่ยนงานโครงการ
ระยะของโครงการ
กระบวนการ
|
ระยะที่ 1
|
ระยะที่ 2
|
ระยะที่ 3
|
การอภิปรายกลุ่ม
|
-แลกเปลี่ยนประสบการณ์
เดิมและความรู้ (ขณะ
ปัจจุบัน) เกี่ยวกับหัวเรื่อง
|
-การเตรียมการสำหรับงาน
ภาคสนามและการสัมภาษณ์
-การทบทวนประสบการณ์
จากงานภาคสนาม
-การเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้
ทุติยภูมิ
|
-การเตรียมการเพื่อการ
แลกเปลี่ยนเรื่องราวเกี่ยวกับ
โครงการ
-การทบทวนและประเมิน
โครงการ
|
การทำงานภาคสนาม
|
-เด็กๆ พูดคุยกับพ่อแม่
เกี่ยวกับประสบการณ์เดิม
|
-การออกไปนอกชั้นเรียน
เพื่อสำรวจ (ภาคสนาม)
-การสัมภาษณ์ผู้รู้ในสนาม
หรือในห้องเรียน
|
-การประเมินโครงการผ่าน
สายตาของของผู้อื่น
|
การนำเสนอ
|
-การวาดภาพ การเขียน
การสร้าง การเล่นสมมุติ
ฯลฯ เพื่อแลกเปลี่ยน
ประสบการณ์และความรู้
|
-การเขียนภาพโครงร่าง หรือ
การบันทึกจากงาน
ภาคสนาม
-การวาด ระบาย เขียน ทำ
แผนภูมิ แผนที่ ฯลฯ เพื่อ
นำเสนอสิ่งที่ได้เรียนรู้
|
-การกลั่นกรองและสรุป
เรื่องราวที่ได้เรียนรู้เพื่อ
แลกเปลี่ยนกับผู้อื่น
|
การสืบค้น
|
-การตั้งคำถามจากความรู้เดิม
|
-การตอบคำถามที่ตั้งไว้ใน
ระยะแรก
-การค้นคว้าจากภาคสนาม
หรือห้องสมุด
-การตั้งคำถามเพิ่มเติม
|
-การตั้งคำถามใหม่
|
การจัดแสดง
|
-การแลกเปลี่ยนสิ่งที่
นำเสนอประสบการณ์เดิม
เป็นรายบุคคล
|
-การแลกเปลี่ยนสิ่งที่
นำเสนอจากประสบการณ์
หรือความรู้ใหม่
-การบันทึกความก้าวหน้า
ของโครงการ
|
-การสรุปการเรียนรู้ตลอดทั้ง
โครงการ
|
.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
RSS Feed
Twitter
