วิธีรับมือเด็กสมาธิสั้นและซนผิดปกติ
เกิดจากการทำงาน ที่ไม่ปกติของระบบประสาทชีววิทยาภายในร่างกาย อันได้แก่ สมองส่วนหน้า (Frontal Lobe of Cerebral Hemisphere) ทำงานน้อยกว่าปกติ ซึ่งสมองส่วนนี้เป็นสมองส่วนที่ควบคุมความคิด สมาธิการจัดระเบียบและการทำกิจกรรมส่วนความผิดปกติอีกประการหนึ่งคือการเกิด ปัญหา
ของการหลั่งสารเคมีในสมองที่เรียกว่า Dopamine และ Norepinephrineซึ่งเป็นสารเคมีในสมองที่ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหว ไม่สามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติส่งผลให้แสดงพฤติกรรมที่ผิดปกติไม่สามารถหยุดการกระทำได้ นอกจากนี้การเป็นโรคภูมิแพ้การที่สมองของเด็กได้รับ ความกระทบกระเทือนระหว่างการคลอดหรือได้รับการติดเชื้อหลังคลอด และการที่เด็กได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายต่างๆเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค สมาธิสั้น พ่อแม่บางคนที่มีลูกสมาธิสั้นฃมักจะโทษตัวเองว่าเป็นเพราะตนเองเลี้ยงลูกไม่ ดี ซึ่งขออธิบายว่าการเลี้ยงดูไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กเกิดโรคสมาธิสั้น แต่การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ถูกต้อง สามารถส่งผลให้เด็กที่มีอาการสมาธิสั้นอยู่แล้วมีอาการมากขึ้นซึ่งในทางตรงกันข้าม การดูแลที่ดีกลับจะช่วยให้เด็กสมาธิสั้นมีอาการดีขึ้นได้
ข้อควรปฏิบัติสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง
1. หลีกเลี่ยงคำสั่งการใช้คำ “ห้าม” “อย่า” หรือ “ไม่” ซ้ำและบ่อยเกินไป
2. แสดงความชื่นชมและยอมรับเมื่อเด็กกระทำดีเน้นในเรื่องความสำเร็จในการทำงาน เป็นการช่วยเสริมความภาคภูมิใจ
3.ปฏิบัติกับเด็กด้วยท่าทีสงบสื่อด้วยสายตาที่แสดงความชื่นชม หรือเอาจริงด้วยคำพูดสั้นๆชัดเจนด้วยเสียงปกติ
4.ในการมอบหมายงาน แต่ละครั้งควรให้ เด็กทำให้เสร็จ ทีละอย่าง ใช้การเคลื่อนไหวมาเป็นประโยชน์ให้เด็กเกิดความรู้สึกว่าเขาเป็นเด็กขยัน
5. ให้รางวัลเมื่อเด็ก มีสมาธิ และตั้งใจในการทำงานเช่น การระบายสี การอ่าน ช่วยงานบ้านฯลฯ
6. รักษาระเบียบภายในบ้านให้เด็กปฏิบัติโดยสม่ำเสมอเป็นกิจวัตร ตามตารางที่วางไว้ เช่น เวลาอาหาร เวลาการบ้าน เวลานอน ฯลฯ
7. หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในที่ชุมชนที่มีคนแออัด เช่น ห้างสรรพสินค้า ตลาด ร้านอาหาร หรือในสถานที่ที่เด็กจะถูกกระตุ้นได้ง่าย
8. หลีกเลี่ยงการพาไปในงานที่มีพิธีการหรือสถานที่ที่ต้องการความสงบ และความมีระเบียบเรียบร้อย
9. ของเล่นเด็กไม่ควรมีมากเกินไป ให้เล่นทีละอย่าง หลีกเลี่ยงการเล่นรุนแรง เล่นเสียงเอะอะ อึกทึก และฝึกให้เด็กรู้จักเก็บของเล่นทุกครั้ง
10.ไม่ควรปล่อยให้เด็กเล่นจนเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียเพราะจะทำให้เด็กมีอาการซุกซนเพิ่มมากขึ้น ทำให้ยากต่อการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม
11. หลีกเลี่ยงการยั่วยุ และเย้าแหย่ให้เด็กเกิดอารมณ์
12.หลีกเลี่ยงการลงโทษที่ใช้ความรุนแรง เช่น ตี ทำร้ายร่างกาย กักขังให้เกิดความกลัว แต่ควรใช้วิธีแยกเด็กให้อยู่ในที่สงบ
13.ไม่ควรกล่าวประณามเด็กในทางไม่ดีและควรป้องกันเด็กให้พ้นจากการไม่เป็นที่ยอมรับ ของบุคคลอื่น
14.จัดหาสถานที่ให้เด็กได้ออกกำลังกาย เพื่อระบายพลังที่เด็กมีอยู่ ไม่ควรกักขังให้อยู่ในที่จำกัด ควรเป็นสถานที่กลางแจ้งที่เด็กสามารถวิ่งกระโดด แต่ต้องระวังอันตรายด้วย
15.พ่อแม่ต้องตระหนักว่าเด็กมีความ บกพร่องภายในสมอง ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการเคลื่อนไหว ยังไม่มีวิธีที่จะหยุดความซนไม่อยู่นิ่งได้ แต่สามารถควบคุมให้มีพฤติกรรมในทางที่เหมาะสมได้
RSS Feed
Twitter
14:00
Jumper
