เด็กก้าวร้าว
 

         ความก้าวร้าวเป็นคนละอย่างกับการกล้าแสดงออกใน ปัจจุบันพ่อแม่กลัวว่าลูกจะเป็นคนไม่กล้าแสดงออกหรือกลัวว่าถ้าห้ามพฤติกรรม ของลูกจะเป็นการชะงักพัฒนาการของเด็ก ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องความก้าวร้าวเป็นพฤติกรรมที่ควรได้รับการ ขัดเกลาแก้ไขจนถึงขั้นปราบปรามเมื่อมีความรุนแรง เพราะเป็นพฤติกรรมที่จะทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนข้าวของเสียหาย สังคมได้รับการกระทบกระเทือน และที่สำคัญเป็นผลเสียกับตัวเองอย่างมาก         


การแสดงความก้าวร้าวของเด็ก
หมายถึง พฤติกรรมที่เด็กกำลังละเมิดสิทธิผู้อื่น เป็นการกระทำที่ทำให้เกิดความเสียหายไม่ว่าจะเป็นทางร่างกาย ทรัพย์สินหรือการกระทำให้ผู้อื่นได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจโดยความ ก้าวร้าวนั้นอาจแสดงทางวาจา หรือการกระทำได้ เช่น การพูดหยาบคาย การไม่เคารพผู้อื่น การทุบตี หยิก กัด ผลัก ขว้างปา ทำลายสิ่งของ ฯลฯ และบางครั้งรุนแรงถึงระดับที่เป็นการทารุณกรรมต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จนบาดเจ็บถึงตายได้        
                                         

ความก้าวร้าวมีสาเหตุหลายประการ
1. สาเหตุจากชีวภาพ
           ซึ่งจะถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้บ้าง เช่น พ่อแม่อารมณ์ร้อนดุร้ายภายในครอบครัวมีอารมณ์รุนแรงและปฏิบัติต่อๆกันมาหรือ เด็กบางคนมีลักษณะอารมณ์ฉุนเฉียว โกรธง่าย อาละวาดเก่ง รุนแรงตั้งแต่เล็กๆ  มีการศึกษา พบว่าความก้าวร้าวส่วนหนึ่งเกิดจากความบกพร่องทางสมองได้ เช่น เกี่ยวกับฮอร์โมนหรือสารเคมีในสมอง ดังนั้นถ้าพบว่าเด็กมีความก้าวร้าวมากๆ หรือเป็นบ่อยโดยมีสาเหตุที่กระตุ้นน้อยมากควรคำนึงถึงโรคใดโรคหนึ่งที่ทำให้ เด็กเกิดความก้าวร้าวง่ายด้วย เช่น สมาธิบกพร่อง ไฮเปอร์แอคทีฟ  ปัญญาอ่อนออทิสติก และสมองพิการ เช่น โรคลมชัก
2. สาเหตุจากสภาพจิตใจของเด็กเอง                                                                                 
            เด็กที่ไม่มีความสุข มีอารมณ์เศร้า ขี้กังวล ตื่นเต้น ตกใจง่าย เด็กที่มีความคับข้องใจบ่อยๆ มีความกดดันจากสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ เช่น ถูกบังคับมากเกินความสามารถ เด็กบางคนเมื่อรู้สึกว่าตนเองถูกแย่งของ กลัวถูกทอดทิ้ง น้อยใจผู้ใหญ่ ก็จะแสดงความก้าวร้าวออกไปก่อน เช่น ตีน้อง ผลักเพื่อน เด็กบางคนมีความเครียด เช่น เหนื่อย หิว ง่วงนอน ฯลฯ สภาพเหล่านี้จะทำให้เด็กหงุดหงิด แสดงวาจาไม่ไพเราะ เช่น ตวาด พูดเสียงดัง หรือแสดงกิริยาก้าวร้าวอื่นๆได้     
                                                                             
3. สาเหตุจากครอบครัวและการเลี้ยงดู                                 
เป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เด็กก้าวร้าวและในทางตรงกันข้ามการเลี้ยง ดูอย่างเหมาะสม สามารถลดความก้าวร้าวในเด็กที่มีสาเหตุความก้าวร้าวจากชีวภาพหรือสภาพทางจิต ใจได้ ง่าย                                                                                          


การเลี้ยงดูที่ทำให้เด็กก้าวร้าวมีหลายรูปแบบ คือ                                                
-  การทอดทิ้งไม่เอาใจใส่ดูแล                                                                  
-  การลงโทษเด็กรุนแรง                                                                                     
-  การตามใจเด็กและการยอมตามเด็กอยู่เสมอ                                               
- ภายในครอบครัวที่มีลักษณะไม่สงบสุขทะเลาะวิวาทแสดงความก้าวร้าวให้เด็กเห็นอยู่บ่อยๆ                                             
-  ภายในครอบครัวมีการยั่วยุอารมณ์เด็ก ชอบแหย่เด็ก                                             
-  การเลี้ยงดูที่ไม่สม่ำเสมอสื่อความหมายต่อเด็กไม่ชัดทำให้เด็กสับสนกังวลไม่รู้ผิดถูกแน่นอน 
 - การขาดระเบียบวินัยในความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน                                     
-  การที่เด็กทำผิดแล้วผู้ใหญ่ให้ท้าย
 
                                                          
4.  สาเหตุจากสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม                          
เด็กที่ดูภาพยนตร์  โทรทัศน์ วีดีโอ ที่มีเนื้อหาก้าวร้าวต่อสู้อยู่เสมอ จะกระตุ้นให้เด็กมีจิตใจฮึกเหิม ร้อนรน อยากเลียนแบบพฤติกรรมก้าวร้าวและเด็กกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะไม่มีกิจกรรมอื่นที่ เป็นการแสดงออกกำลังเคลื่อนไหว ซึ่งทำให้ขาดทางออกในการคลายเครียด เมื่อถูกเร้าให้เกิดความเครียดก็จะ แสดงออกเป็นพฤติกรรมก้าวร้าวในชีวิตประจำวันได้ง่าย นอกจากนี้ข่าวสารต่างๆ ปัญหาความเครียดในสังคม ท่าทีทัศนคติของเพื่อน ครู ฯลฯ ล้วนมีส่วนให้เกิดความเครียดหรือแบบอย่างของความก้าวร้าวได้เช่นกัน                                                                                             


การช่วยเหลือ แก้ไข และป้องกัน                                                           
1.  การช่วยเหลือแก้ไขตั้งแต่เริ่มแรกเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันพฤติกรรมก้าวร้าว  ดังนี้
1.1  ผู้ใหญ่จะต้องหยุดการกระทำก้าวร้าวทันที เช่น เด็กขว้างปา หรือทุบตี ควรจัดการด้วยวิธีสงบโดยจับมือรวบตัวและบอกสั้นๆว่า ตีไม่ได้ เตะไม่ได้ หรือของนี้ไม่ได้มีไว้ปา  โดยผู้ใหญ่ต้องไม่ตอบหรือแสดงท่าทีที่รุนแรงกับเด็ก    
                     
1.2  ขณะนั้นให้ยอมรับความรู้สึกว่าเค้ากำลังโกรธ แต่หยุดยั้งการกระทำ เช่น “แม่รู้หนูโกรธ  แต่เราไม่อนุญาตให้ตีกัน และแม่จะไม่ให้น้องทำหนูเช่นกัน”                                     
1.3  แนะนำทางออกอื่นให้  เมื่อโกรธให้บอกผู้ใหญ่ เลิกเล่นกับน้อง, ว่ากล่าวน้องได้แต่ไม่ตีกัน, ถ้าเด็กรู้สึกว่าต้องตีให้เบี่ยงเบนไปตีพื้นหรือหมอนแทน เพื่อไม่ให้ใคร เดือดร้อนการปฏิบัติเช่นนี้เด็กจะเรียนรู้ว่าการก้าวร้าวเป็นสิ่งที่เราไม่ยอมรับ แต่เราเข้าใจความรู้สึกของเขาและมีทางออกอื่นที่เหมาะสม                                  
 2. การรับฟังเด็กการเบี่ยงเบนทางออก ให้เด็กมีการกระทำอื่นทดแทน ทั้งนี้เด็กก็ยังมีอาการได้อีกเป็นครั้งคราว เพราะเด็กเล็กยังไม่เข้าใจหมด ยังระงับอารมณ์ไม่ได้เต็มที่ซึ่งผู้ใหญ่ต้องให้เวลาในการเรียน รู้                                                                    
3.ไม่ควรมีการตกลงหรือต่อรองกันขณะที่ เด็กมีอารมณ์หรือพฤติกรรมก้าวร้าวเพื่อให้เด็กเรียนรู้ว่าผู้ใหญ่จะตอบสนอง ความต้องการของเขาในช่วงที่มีอารมณ์สงบ                          
4.  ผู้ใหญ่ต้องระวังอารมณ์ตนเองไม่ควรใช้อารมณ์โต้ตอบเด็กหรือเอาชนะกัน 

5.การลงโทษเด็กควรใช้วิธีอื่นที่ไม่ใช้ ความรุนแรง เช่น การแยกเด็กอยู่ตามลำพังระยะหนึ่ง (ไม่ควรนานเกินไป)โดยมีการสื่อให้เข้าใจว่าเมื่อสงบแล้วจึงมาพูดจากันใหม่ บางครั้งใช้การงดสิทธิบางอย่าง หรือไม่ให้ความสนใจพฤติกรรมนั้น                           
 6. การฝึกฝนเด็กควบคุมอารมณ์ตัวเองที ละน้อย เริ่มได้ตั้งแต่    3 ขวบ เช่น เมื่อรู้สึกโกรธให้เด็กแยกตัวไปอยู่อย่างสงบสักครู่และผู้ใหญ่ก็ใช้วิธี เดียวกัน  
7.  การฝึกฝนให้เด็กมีความรับผิดชอบต่อการกระทำไม่เหมาะสมของตนเอง หลังจากสงบอารมณ์แล้ว เช่น ซ่อมแซมหรือชดใช้ของที่ทำเสียหายโดยพิจารณาตามความเหมาะสม          
8. ฝึกให้เด็กรู้จักมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมีจิตใจโอบอ้อมอารี
9.การพยายามเข้าใจความคิดความรู้สึกของเด็กและส่งเสริมส่วนดีของเด็กจะช่วยให้เด็กมีความสุข มั่นใจ ผ่อนคลาย              
10.หลีกเลี่ยงการตำหนิว่ากล่าวเปรียบ เทียบให้เด็กมีปมด้อยหรือการขู่หรือหลอกให้กลัว ตลอดจนการยั่วยุให้เด็กมีอารมณ์ โกรธ                                                                                             
11. เลี้ยงดูด้วยการฝึกระเบียบวินัยในครอบครัว และผู้ใหญ่เป็นตัวอย่างของความปรองดองเป็นมิตรต่อกัน

ผลกระทบเด็กกับการดูโทรทัศน์

             โทรทัศน์ มี อิทธิพลกับเด็กตั้งแต่แรกเริ่มของชีวิตสามารถดึงความสนใจจากเด็กได้มากกว่า สิ่งอื่นๆ  ให้ประโยชน์มากมาย  ในแง่ของการเรียนรู้ด้วยการสังเกตให้ข้อมูลข่าวสาร กว้างไกล รวดเร็ว และให้ความบันเทิงในรูปแบบต่างๆ การที่โทรทัศน์มีประโยชน์มากมายดังกล่าว ทำให้เรา ให้การต้อนรับโทรทัศน์เข้ามาอย่างใกล้ชิดจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวไป แล้ว โดยลืมคำนึงถึงว่าโทรทัศน์ก็เหมือนเทคโนโลยีทั่วๆไป ซึ่งมีคุณอนันต์หากเราใช้ได้ถูกต้องเหมาะสมและควบคุมได้    แต่จะก่อให้เกิดโทษมหันต์ได้ เช่น หากเราใช้ไม่เป็นและปล่อยให้สิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลเหนือวิถีชีวิตและ  การควบคุมของเรา

       บ่อยครั้งที่พบว่าพ่อแม่ใช้โทรทัศน์ในการ เลี้ยงดูลูก โดยเข้าใจผิดว่าโทรทัศน์สามารถพัฒนาการพูดของเด็กให้เร็วขึ้น บางคนหวังว่าการให้ลูกดูการ์ตูนภาษาอังกฤษตั้งแต่เล็กๆ จะทำให้ลูกสามารถพูดภาษาอังกฤษได้เร็วและพ่อแม่ที่นิยมเลี้ยงลูก  ด้วยโทรทัศน์มักจะพูดเหมือนๆกันว่าลูกสนใจ   ดูโทรทัศน์เป็นตั้งแต่อายุก่อน 3 เดือน เพราะพ่อแม่สังเกตว่าเด็กจ้องมองภาพ พร้อมทั้งหยุดการเคลื่อนไหว  ทุกอย่างได้นานๆ ดูเหมือนเด็กกำลังสนใจดูโทรทัศน์ แต่จากการศึกษาพบว่า


1. สิ่งที่เด็กสนใจมองจริงๆคือ แสง สี เสียง โดยเฉพาะรายการโฆษณา ซึ่งมีการเปลี่ยนภาพเร็วมากจะดึงดูดความสนใจได้มากที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจ  ที่พบว่า เด็กเล็กส่วนใหญ่จะสนใจและจำภาพโฆษณาได้ดีและนั่นก็หมายความว่าในเด็กทารก เด็กไม่เข้าใจความหมายอะไรในโทรทัศน์นอกจาก เป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้นเท่านั้น


2.ในขณะที่เด็กใช้เวลาอยู่ กับโทรทัศน์นั้นพบอัตราการเปล่งเสียงหรือเลียนเสียงน้อยมาก เนื่องจากโทรทัศน์เป็นการสื่อสารเพียงทางเดียว (One-way communication) ซึ่งตามปกติการเรียนรู้ทางภาษาที่ดีนั้นควรเรียนรู้จากการสื่อสาร2ด้าน(Two- way communication) หรือในลักษณะที่มี การโต้ตอบหรือมีปฏิสัมพันธ์กัน


3.การปล่อยเด็กเล็กให้อยู่กับโทรทัศน์นานๆ นอกจากเป็นเหตุให้เด็กต้องทนฟังเสียงที่ไม่อาจ
เข้าใจได้อยู่ข้างเดียวแล้วพบว่า 1 ใน 5 ของกลุ่มนี้  จะยังพูดไม่ได้เมื่อถึงวัยอันควร


4. เด็กที่ใกล้ชิดกับบุคคลที่เป็นแบบอย่างจะมีการเปลี่ยนแปลงด้านพัฒนาการได้มากกว่า


เด็กที่เฝ้าดูโทรทัศน์เป็นแบบอย่าง
โทรทัศน์สามารถก่อให้เกิดผลกระทบต่อพัฒนาการทางด้านอื่น ๆ  ดังนี้


1.สามารถ เปลี่ยนแปลงให้เด็กหันไปนิยมวัตถุมากขึ้น เด็กที่ใช้เวลาในการดูโทรทัศน์หลายพันชั่วโมงจะรับเอาการโฆษณาสินค้าทาง โทรทัศน์เข้าไป  โดยไม่รู้ตัวหลายบริษัทใช้เด็กเป็นตัวดึงในการโฆษณาขายสินค้าของตน ผู้ผลิตรายการโฆษณามักจะรู้ดีว่าเด็ก   เป็นกลุ่มที่ถูกชักจูงง่ายที่สุด


 2.ทำให้ความสัมพันธ์กับ ผู้ใหญ่ลดลง  ขาดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน สำหรับเด็กเล็ก   ความเชื่อผิดๆ ที่ได้รับ  จากรายการโทรทัศน์จะมีอิทธิพลมากพอที่จะลบล้าง
ความเชื่่อทั้งหมดที่เคยได้รับจากพ่อแม่ วัยที่เป็นอันตรายอย่างมากคือ ก่อนวัยเรียน เพราะเด็กวัยนี้ยังแยกแยะความจริงไม่ได้และเป็นวัยเลียนแบบด้วย จะสามารถทำลายความสัมพันธ์ยุติลงได้


3.ในครอบครัวที่มีความเครียดสูง เช่น ปัญหาพี่น้องทะเลาะกันบ่อย ผู้ใหญ่มักคิดว่าโทรทัศน์จะช่วยเลี่ยงปัญหานั้นได้ แต่ความเป็นจริงกลับพบว่าหลังจากหยุดดูโทรทัศน์ การทะเลาะก็จะเริ่มขึ้นแทนและ มีความรุนแรงมากขึ้นด้วย


4. ทำให้ขาดโอกาสในการเล่น หรือทำให้   การเล่นลดน้อยลง ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมาก ทั้งนี้เพราะการเล่นเป็นสิ่งสำคัญต่อพัฒนาการด้านการเจริญเติบโตสามารถช่วย ขยายจินตนาการ
ความคิดริเริ่มให้กว้างไกลออกไป อีกทั้งยังช่วยลดความวิตกกังวลลงได้


5.เด็กที่ดูโทรทัศน์มากๆจะแสดงลักษณะของการไม่อยู่นิ่งหรือเหนื่อยล้า ทำให้มีแนวโน้มที่จะเป็นเด็กสมาธิสั้น เนื่องจากได้รับการกระตุ้นจาก แสง สี เสียงมากเกินไป มีผลรบกวนต่อขบวนการด้านความคิดของเด็ก ทำให้ไม่สามารถเก็บข้อมูลหรือนำไปใช้ได้


6.เด็ก ที่ดูโทรทัศน์มากๆจะทำให้กลายเป็นเด็กที่มีลักษณะสมยอมขาดความคิดริเริ่ม ผู้ป่วยที่มาด้วยปัญหาพูดช้าและมีลักษณะคล้ายเด็กออทิสติก  มักพบประวัติถูกเลี้ยงดูด้วยโทรทัศน์มาตั้งแต่วัยทารก


7.โทรทัศน์เป็นตัวกระตุ้นผลักดันภายในและอารมณ์ที่มีอยู่ให้ออกมารุนแรงได้ การดูรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับความก้าวร้าวรุนแรงทำให้เด็กพอใจหรือมีการเล่น ที่ก้าวร้าวรุนแรงกว่าเดิม อีกทั้งยังเฉยเมยต่อความรุนแรงที่ประสบในชีวิตจริงได้  

                              
การควบคุมการดูโทรทัศน์สำหรับเด็ก

             1. ทารกที่อายุไม่ถึง 1 ขวบ ไม่ควรให้ดูโทรทัศน์หรือวีดีโอเลย
             2. เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ไม่ควรดูโทรทัศน์  เกิน 7 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (วันละไม่เกิน 1 ชม.)
             3. เด็กอายุ 6 ขวบขึ้นไปควรปฏิบัติ ดังนี้


- ช่วยกันวางโปรแกรมในการ  จัดตารางรายการที่เด็กชอบ
- ให้เด็กเขียนรายการที่ต้องการ ดูในแต่ละวัน
- ให้เวลา 1 ชม. ต่อวันในการ ดูโทรทัศน์ในวันไปโรงเรียน
- ให้เวลา 2 ชม. ต่อวันในการ  ดูโทรทัศน์ในวันหยุด
- ถ้าเด็กดูรายการพิเศษติดกัน 2 ชม. ในวันไปโรงเรียนต้องงดดูคืนถัดไป


            4.ไม่ควรอนุญาตให้มีโทรทัศน์ในห้องนอนการควบคุมควรกระทำอย่างจริงจัง
จะสามารถบรรลุตามเป้าหมายเด็กเล็กก่อนวัยเรียนพ่อแม่มีบทบาทสำคัญมาก จะเป็นแบบอย่างสำหรับเด็กสำหรับ   การทำงานการอยู่ร่วมกัน หรือมีเวลาสงบเงียบสำหรับ  การพักผ่อน เพื่อให้ครอบครัวที่มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

เทคนิคการฝึกแยกเด็กอยู่ตามลำพัง 

           ในการอบรมเลี้ยงดูเด็ก พบว่าพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของเด็กสามารถแก้ไขได้ เมื่อนำเอาหลักของ   การให้รางวัล หรือตัวเสริมแรงมาใช้ เพื่อให้ได้พฤติกรรมที่เหมาะสม และเป็นที่ยอมรับของพ่อแม่ ขณะเดียวกันก็สามารถยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมด้วยการถอดถอนสิ่งที่พอใจ ออก ทำให้พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์นั้นหยุดลงได้


             ในชีวิตประจำวันขณะที่เด็กอยู่ร่วมกับพ่อแม่ ช่วงเวลาที่มีความสุขคือ การที่เด็กได้รับความพึงพอใจจากพ่อแม่ไม่ว่าจะเป็นการชมเชยกอดรัดสัมผัส โอบกอดหรือเวลาที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน    ขณะแม่เล่านิทานนั่งเล่นด้วยกัน พ่อแม่ที่มีเวลาให้กับเด็กก็เปรียบเสมือนการให้แรงเสริม ซึ่งเป็นตัวกระตุ้น ให้เด็กพร้อมที่จะปฏิบัติตามพ่อแม่ หากเด็กประพฤติตรงกันข้าม เช่น เกเร ก้าวร้าว ดื้อดึง ไม่เชื่อฟัง พ่อแม่ก็มีสิทธิที่จะถอดถอนสิ่งที่เด็กพึงพอใจออก  เพื่อเป็นการปรับพฤติกรรมของเด็กให้กลับมาเป็นที่ยอมรับดังเดิม


            มีเทคนิคต่างๆ มากมายที่ใช้เพื่อยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องใช้  ความรุนแรง เช่น การดุด่า  ทุบตี ฯลฯ สามารถนำมาแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวันและได้ผลดีในเด็ก    ก่อนวัยเรียน โดยเฉพาะวิธีการ แยกอยู่ลำพัง ใช้ได้ดี  กับเด็กที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ เช่น ก่อกวน รบกวนสิทธิของผู้อื่นเด็กเล็กอาจให้นั่งบนเก้าอี้หรือ  มุมสงบมุมใดมุมหนึ่งของบ้าน การใช้เวลามากน้อย  แค่ไหนขึ้นอยู่กับอายุเด็ก
การเริ่มใช้วิธีแยกอยู่ลำพัง


          เมื่อพ่อแม่ตกลงใจที่จะแก้ไขพฤติกรรมของลูก ตัวอย่างเช่น ปัญหาการก่อกวนของลูกที่มีแขกมาที่บ้าน พ่อแม่เคยแก้ปัญหาด้วยการยอมตามเพื่อตัดความรำคาญ แต่ยิ่งทำให้ลูกเรียกร้องมากขึ้น พ่อแม่ควรเริ่มใช้วิธีเตือนลูกล่วงหน้า ดังนี้

1.ให้ลูกรู้ว่าควรปฏิบัติ ตัวอย่างไร ในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น เช่นบอกลูกว่า “ ถ้าลูก จะนั่งฟังพ่อแม่คุยกับคุณลุงลูกไม่ควรพูดแทรกขณะที่ผู้ใหญ่พูด”


2.บอกให้ลูกรู้ว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร “หากลูกยังควบคุมตนเองไม่ได้ พ่อคงอนุญาตให้ลูก        อยู่ร่วมกับเราที่นี่ไม่ได้ ลูกต้องกลับไปอยู่ในห้องลูก” โดยวิธีนี้จะทำให้เด็กเรียนรู้ว่าเขามีโอกาสอยู่ 2 ทาง คือยอมปฏิบัติตามหรือถูกแยกออกไป


ระยะแรกที่เริ่มปฏิบัติเด็กส่วนใหญ่ยังไม่สามารถควบคุมตนเองได้และอาจต้อง การการทดสอบความจริงจังในคำพูดของพ่อแม่ ดังนั้นเด็กจะยังคงแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อไป พ่อแม่   จึงควรจัดการควบคุมเด็กอย่างจริงจัง มีหลักการดังนี้

ขั้นตอนในการเตรียมการ
 
1. จัดเตรียมนาฬิกาจับเวลา

2.เลือกสถานที่ เก้าอี้ หรือมุมใดมุมหนึ่งของห้องต้องไม่ใช่ที่ที่เด็กจะสามารถดูทีวีได้ หรือเล่นของเล่นได้ไม่ควรเป็นห้องมืดๆ ที่ดูน่ากลัวหรืออันตราย เพราะวัตถุประสงค์ในการแยกเด็กเพื่อให้สงบ แต่ไม่ใช่ทำให้เกิดความกลัว

3. ใช้เวลา 1 นาที ต่อเด็กอายุ 1 ปี เช่น เด็ก 2 ขวบ ใช้เวลา 2 นาที , 3 ขวบ ใช้เวลา 3 นาที , 5 ขวบ ใช้เวลา 5 นาที, หลัง 5 ขวบไปแล้วยังคงเวลาต่ำสุดไว้ที่  5 นาที ถ้าเด็ก  ส่งเสียงกรีดร้องคร่ำครวญ   ก็ให้จับเวลาใหม่

4.หลังจากที่เด็กเงียบสงบ ได้แล้ว และเสียงนาฬิกาดังขึ้นให้เดินเข้าไปหาเด็กและโอบกอดเด็กไว้พูดสั้นๆว่า “ลุกขึ้นได้แล้ว” ท่าทีควรนุ่มนวลโอบกอดเด็กไว้ประมาณ  1 วินาที ก่อนจะปล่อยมือเพื่อให้เขารู้ว่าทุกอย่างเรียบร้อยไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ทั้งสิ้น


5.เมื่อการแยกอยู่ลำพัง สิ้นสุดลงให้ปฏิบัติกับเด็กเหมือนปกติทุกอย่าง ไม่ควรเอ่ยถึงสิ่งที่เด็กกระทำ   จูงมือเด็กพาออกไปจากบริเวณนั้น และหากิจกรรมอื่นให้ทำ เพื่อเปลี่ยนความสนใจไปเรื่องอื่น
ทำอย่างไรจึงจะได้ผลตรงเป้าหมาย


1.ควรมีการเตือนล่วงหน้าก่อนใช้วิธีนี้ เพื่อให้เด็กรู้ว่าถ้าเขายังคงประพฤติไม่เหมาะสมต่อไปจะต้องได้รับการแก้ไข


2.ผู้ใหญ่ทุกคนในบ้านที่มีบทบาทกับการจัดการเด็ก ควรใช้วิธีเดียวกันโดยตกลงว่าพฤติกรรมแบบไหนต้องใช้วิธีแยกอยู่ลำพัง


3.เพื่อให้วิธีที่ใช้ได้ผล ควรจัดหาเวลาพิเศษให้กับเด็กให้เป็นเวลาที่สนุกสนานมีความสุขกัน เพราะเด็กที่ไม่ได้รับความสนใจจากพ่อแม่บางคนอาจพอใจกับการแยกอยู่ลำพัง มากกว่า


4. เด็กอาจแสดงท่าทีไม่เดือดร้อนต่อการ   ถูกแยก อาจดูเป็นเรื่องสนุกทำให้พ่อแม่รู้สึกว่าใช้วิธีนี้      ไม่ได้ผล ควรกลับมาพิจารณาใหม่ว่าที่ผ่านมาใช้วิธีนี้มากหรือน้อยเกินไปเหมาะสมหรือ ไม่


 5. เมื่อเริ่มต้นใช้วิธีนี้ใหม่ๆ เด็กอาจรู้สึกเหมือนเป็นการเล่นเกมส์ อาจหัวเราะขำขันในขณะถูกจับแยกลำพัง ซึ่งจะทำให้พ่อแม่หงุดหงิดได้ง่าย ฉะนั้นการใช้วิธีเพิกเฉยขณะนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก


6. จัดสถานที่ควรให้ห่างจากโทรทัศน์ วิทยุ ของเล่น หน้าต่างและผู้คน ควรต้องอยู่ลำพัง


7. เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กพร้อมที่จะยอมรับเกณฑ์   ควรบอกให้รู้ล่วงหน้ามิฉะนั้นเด็กจะไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องถูกจับแยก


8. วิธีแยกอยู่ลำพังใช้ได้ดี ทั้งในพฤติกรรม  ที่เป็นปัญหามากและน้อย พ่อแม่ไม่ควรหวั่นไหวและควรกระทำสม่ำเสมอ


9. ควรทบทวนวิธีการให้มั่นใจก่อนปฏิบัติจริงการฝึกวินัยจะได้ผลดีหากพ่อแม่มีเวลาพิเศษให้กับลูก
จากการปฏิบัติที่มั่นคงสม่ำเสมอเอาจริงและปราศจากการใช้อารมณ์ แม้จะเป็นเรื่องยากในการที่       พ่อแม่ต้องใช้ความอดทนเพื่อที่จะเข้าใจและสนองตอบความต้องการของลูกได้อย่าง ถูกทาง แต่ผลที่ตามมา จากการที่ลูกประพฤติเหมาะสมและเป็นที่ยอมรับ  จะเป็นแรงเสริมให้พ่อแม่พร้อมที่จะร่วมมือและแก้ไขต่อไป